ตอน "เดียวดาย" ตอนแรกก็ผ่านพ้นไป 1 ปี
สำหรับแบบเรียนที่เป็นบทเรียนรู้ที่ไม่สามารถที่จะกลับไปแก้ไขได้แล้ว
มันเป็นบทเรียนอันมีค่าสำหรับผม และที่จะทำได้ก็แค่เพียงเริ่มต้นใหม่กับสิ่งใหม่ๆ
ไม่คิดกลับไปทำสิ่งเลวร้ายอีก
แต่นำสิ่งนั้นมาเป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้คิดว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันดีหรือ.
แล้วจะทำอย่างไรให้สิ่งที่จะทำต่อไปไม่กลับมาซ้ำรอยเดิมอีก
ผมพยายามตีตัวออกห่างจากเพื่อนๆ กลุ่มเดิม จนในที่สุดก็ออกมาอยู่นอกกลุ่ม
เปิดเทอม ขึ้น ม.2 แล้ว...วันแรกๆ เพื่อนๆ
ที่เคยอยู่ห้องเดียวกันมาก็กระจัดกระจายไปกันหมด ผมได้อยู่ห้อง ม.2/5
ตีตื้นขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง
เพื่อนที่อยู่ห้องเดิมที่ได้มาอยู่ห้องเดียวกันกับผมส่วนมากก็พวกที่นั่งอยู่หน้าห้องซึ่งก็ไม่ค่อยถูกชะตากันเท่าไหร่
แต่พอมาอยู่ในระดับเดียวกันแล้วผมก็สามารถทำตัวกลมกลืนได้ดี
ผมปรับตัวให้เข้ากับพวกนี้ได้ก็เนื่องจากการทำกิจกรรมเกี่ยวกับวิชาการทั้งสิ้น
ผมได้รับคำชมเชย และระดับความนิยมชมชอบจากบรรดาเพื่อนๆ และคณาจารย์ทั้งหลาย
อาจารย์หลายท่านพอใจที่เห็นผมทำตัวดีขึ้นมามากเหมือนโดนล้างสมองมาก็ไม่ปราน
อาจารย์ตอน ม.1
ก็ถามหลายท่านว่าทำไมไปทำอะไรมาหรือโดนที่บ้านดัดสันดานจนกลายเป็นคนละคนได้ถึงเพียงนี้
ผมก็ยิ้มๆ แบบอายๆ ไปว่า "ไม่หรอกครับ ตัวของผม
ผมจะเป็นอะไรมันอยู่ที่ตัวของผมเองไม่เกี่ยวกับใครทั้งสิ้น" อาจารย์ตอกกลับมาอีกว่า
ถึงจะเปลี่ยนไปปากก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ ใช่ครับ...ถึงผมจะมีอะไรหลายๆ
อย่างที่ทำให้หลายๆ ยอมรับว่าดีขึ้นแต่ปากผมก็เหมือนเดิมครับ
อีกอย่างก็ยังมีบ้างที่อาจจะใจร้อนไปบ้าง
จนบางทีก็ชกต่อยกับเพื่อนในห้องหรือนอกห้อง ก็โดนว่าไปตามระเบียบ
แต่ที่ผมขอกับอาจารย์ไว้แค่เพียงว่า
"การกระทำของผมไม่เกี่ยวกับผู้ปกครองของผมให้ลงโทษที่ตัวผมไม่ต้องไปถึงผู้ปกครอง"
ยังเหมือนเดิมครับกับเลคเชอร์หรือกระดาษพับนก ก็ยังมีมาให้อยู่ได้ทุกวัน
ผมก็ตั้งใจอ่านขึ้น พีม...พีมเค้าจะเป็นแบบว่า เรื่อยๆ
ไม่ตกหรือหย่อนไปทางใดทางหนึ่ง ผมสนิทกับเค้ามากขึ้น
เพื่อนในห้องเค้าก็มีที่คุยกับผม บางคนก็ยังมีอคติกับผมบ้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ตอนเย็นๆ ผมมักจะนั่งติวกับพีมเพื่อรอเวลาคนรถของบ้านพีมมารับ
บ้านผมกับเค้าคนละทางครับ และไม่เคยขอให้ไปส่งเพราะไม่ใช่เรื่อง
ไม่นาน...ความสนิทกันทำให้พักหลังมาพีมก็จะมานั่งติวหนังสือให้ผมที่บ้านรอคนรถมารับที่บ้านผมเลย
พีมจะแวะหน้าปากซอยซื้อขนมมากินกันทุกวัน ผมก็พลอยได้อานิสงค์ไปด้วย
อิ่มหมีพลีมัน...
ปีนี้แม่ผมได้เลื่อนขั้นเป็น ผอ. เงินเดือนก็ขึ้น
เราซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่เข้าบ้านเพื่อต้อนรับตำแหน่งใหม่ของแม่
แม่ซื้อคอมเครื่อใหม่ให้ผม (ก็เครื่องที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้หล่ะครับ)
ผมดีใจสุดๆ เลยตอนนั้น คอมรุ่นใหม่เล่นเกมส์แรงๆ ได้สบายเลย
ผลการเรียน ม.2 เทอมแรกผมได้เกรดเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ผมได้ 3.23
การแต่งตัวของผมก็ดูจะถูกระเบียบกับทางโรงเรียนมากขึ้น
อืม...พักหลังมานี้พีมชอบพาผมไปเดินสยาม พีมบอกว่าผมแต่งตัวเหมือนเด็กกระโปโลเลย
ผมก็เลยโละเสื้อผ้าในตู้หมดเหลือแค่ที่ใหม่ๆ และใส่อยู่บ้าน
ผมขอเงินแม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ผมเลือกที่จะซื้อในห้างดังๆ ทั้งหลายแหล่ หมดไปเกือบๆ
หมื่นบาท ก็ได้แค่เสื้อลดราคาหล่ะครับ พอสมใจอยากแล้วผมก็ใส่มาโชว์พีม
พีมหัวเราะกับความที่ผมเหมือนกับเด็กที่อยากได้อะไรก็ซื้อๆๆๆ แต่ก็ดูดีกว่าเดิมแยะ
เราตัวแทบติดกันเวลาไปไหนมาไหน กลับบ้านแล้วยังโทรหากันอีก
มีอยู่วันนึงพีมมาที่บ้านผมตอนเช้าวันเสาร์บอกว่าที่บ้านไม่มีคนอยู่เลยไปต่างจังหวัดกันหมด
จะกลับก็วันอังคาร แต่เราต้องไปเรียนวันจันทร์เลยไม่ได้ไปด้วย
พีมบอกให้เราไปอยู่ที่บ้านเป็นเพื่อน (ผมจะได้ไปบ้านพีมครั้งแรกครับ)
ผมขอแม่แม่ก็โอเค แม่ก็ติดงานเหมือนกันต้องไปดูงานหลายที่คงไม่ได้อยู่บ้านเหมือนกัน
ผมเลยเอาชุดนักเรียนแพ็คใส่กระเป๋าเป้คู่ใจ แล้วนั่งแท็กซี่ไปบ้านพีมกับพีมทันที
พอมาถึงหน้าบ้านพีม ซึ่งอยู่ย่านสีลมแถวนั้น
เป็นบ้านเดี่ยวประตูรั้วแสตนเลสขนาดใหญ่
มีป้ายหินอ่อนขนาดใหญ่เช่นกันที่หน้าบ้านเขียนว่า "บ้านพิบูลธนะทรัพย์"
พอคนในบ้านมาเปิดประตูให้ โหยไม่อยากเชื่อบ้านทรงยุโรปสวยมากๆ พอเข้าไปในตัวบ้าน
ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา และสะอาดทุกระเบียดนิ้ว
พีมพาผมขึ้นไปบนห้องเค้าแต่ก่อนขึ้นไปได้บอกกับคนใช้ให้เอาน้ำกับขนมมารับแขกด้วย
เสียงพีมดุมากๆ คนใช้ก็ค่ะๆ ทุกคำ ไม่มีเถียงสักคำ
พอขึ้นไปบนห้องก็ไม่ต่างจากที่เห็นตัวบ้านมา
หรูทุกอย่างเตียงนอนยังเป็นเตียงแบบหรูๆ ผ้ากำมะหยี่สีแดงจัดจ้าน ขอบเตียงสีทองอร่าม
พื้นห้องปูด้วยหินอ่อนแต่ทับไว้ด้วยขนสัตว์ราคาแพงๆ ผมเดินไปสะดุดอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์
ว้าว...แอบเปิ่ล งามจริงๆ
ผมยืนพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งพีมก็ทักจนผมสะดุ้งตกใจทีเดียว "ชอบหรอ
ชอบก็เปิดเล่นสิ" ผมหันไปยิ้มกับพีม แล้วนั่งลงที่เก้าอี้หนังนุ่มๆ
แล้วหาปุ่มเปิดไอ้เจ้าแอบเปิ่ล ผมเหมือนลาโง่เลยครับ ไม่รู้จะทำไงดีไม่มีปุ่มอ่ะ
ผมก้มๆ เงยๆ อยู่จนพีมทักอีก "หาที่เปิดไม่เจอหรอ" ผมเกาหัวยิกๆ
ทำให้พีมหัวเราะชอบใจกับความซื่อของผม "ระบบสัมผัสน่ะ"มันเป็นรุ่นที่ไม่มีขายในเมืองไทยนำเข้ามาจากอเมริกา
พีมเดินมาแล้วเอานิ้วไปจิ้มตรงกลางกลมๆ ฐานหน้าจอ (หัวใจแอบเปิ่ล)
แล้วมันก็เปิดขึ้นมา โหยเกิดมาก็เพิ่งจะเคยพบเคยเห็น พอโหลดเสร็จผมก็งงเข้าไปอีก
นี่มันไม่ใช่วินโดวที่เคยเห็นนี่นา มันเป็น แม็กโอเอส...อะไรเนี่ยแหละ ผมกดเล่นๆ
ไปอ่านคำแนะนำไปตามภาษาอังกฤษ ดีนะที่อ่านออก จนได้เล่นเกมส์ ซึ่งเกมส์ก็จะเหมือนๆ
กับที่เคยเล่นแต่ภาพและลูกเล่นแพรวพราวกว่า ละเอียดกว่า
นั่งเล่นจนดึกยังไม่เบื่อเลย พีมโทรลงไปให้คนใช้เอาอาหารมาให้ทานบนห้อง
อาหารที่นี่ไม่ต่างจากอาหารในโรงแรงหรูๆ อร่อยๆ จาน ชาม ช้อนก็ดูมีคราสไปหมด
ผมทานเสร็จก็ไปอาบน้ำพีมเตรียมชุดไว้ให้แล้ว
ส่วนที่เอามาพีมให้แม่บ้านเอาไปซักใหม่แล้วก็รีดใหม่ด้วย
ชีวิตพีมนี่สบายเนอะ...ผมถามพีม
พีมก็บอกก็สบายนะแต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่ทำอะไรที่มันมากกว่านี้ไม่ได้
คือทำเหมือนที่ผมทำ ทำอะไรที่มันฟรีสไตด์ ที่มันโลดโผนโจนทยานมากไม่ได้
ผมก็เลยได้รู้ว่าพีมก็มีจุดบอดเหมือนกันสินะ พีมหันไปที่ลิ้นชักหัวเตียง
แล้วหยิบกล่องเล็กๆ ขนาดเท่ากับกล่องใส่แก้วได้ 1 ใบ.
"โน่เราให้" พีมส่งให้ผม
"อะไรหรอ" ผมยังงงและไม่รู้ว่าในนั้นมีอะไร แล้วให้เนื่องในวันอะไร
"เปิดดูสิ" ผมแกะ เอ้ย...เปิดออกมาดู ก็เห็นเป็นนาฬิกา "คาสิโอ้"
รุ่นใหม่
"ท่าทางจะแพงนะ เอาคืนไปเถอะเรากลัวรักษามันไม่ได้น่ะ"
"ของใช้น่ะมันก็ต้องมีพังบ้าง เอางี้แล้วกันให้เป็นของขวัญวันเกิดนะ
อีกไม่กี่วันก็ถึงแล้วนี่" พีมรู้ได้ไงน่ะไม่เคยบอก
"จริงหรอ งั้นขอบคุณนะ" ผมเอาออกจากกล่องแล้วใส่ทันที เหมาะมือครับ
สายหนังสีดำตัดกับแขนขาวๆ ของผม (ทุกวันนี้ผมก็ใส่นะ เรือนที่ผมกล่าวถึงบ่อยๆ
น่ะ)
เรานอนคุยกันสักพัก ก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้แค่ว่าดึกมากๆนะที่หลับไปน่ะ
ตื่นขึ้นมา ผมรู้สึกหนักๆ ตัวครับ พีมนอนกอดผมอยู่ ผมก็คิดแค่ว่าเพื่อนกัน
พีมคงติดหมอนข้างน่ะ แต่มืออ่ะเดะ...กุมอยู่ตรงเป้าผมพอดีเลยครับ
แล้วไอ้ตอนใกล้เช้าแบบนี้ ปวดฉี่ครับ มันเลยขยายตัวขึ้นมา
ดันจนมือพีมสูงขึ้นเลยหล่ะ
แหะๆ...ชุดนอนที่พีมให้ใส่ไม่ได้ให้กางเกงในมาด้วยน่ะสิ
พีมซุกเข้ามามากขึ้นตรงซอกคอ ผมงี้ขนลุกไปหมด
นี่มันอะไรกันเนี่ย...พีมหลับจริงหรือเปล่า ผมพยายามพลิกตัวออก แต่พีมก็กดเอาไว้
ไม่ว่าด้วยความที่หลับหรือไม่ทราบได้ พีมเขยิบตัวชิดตามติดมาด้วย
พอตัวผมพลิกจนเหมือนกับตะแคงเราก็เลยเท่ากับว่าเรานอนตะแคงกันทั้งคู่
ผมรู้สึกว่ามีอะไรแข็งๆ มาทาบตรงก้นผม ผมสะดุ้งโหยง
แล้วตัดสินใจลุกขึ้นเข้าห้องน้ำทันที ผมฉี่นานมากๆ คือฉี่เสร็จแล้วหล่ะครับ
แต่ของผมมันไม่ลงสักที ยังตุงๆ อยู่เลย ถือเดินออกไปถ้าพีมตื่นมาเห็นได้หัวเราะเยาะ
หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ ผมนั่งสงบสติอารมณ์ที่โถชักโครกสักพัก
ก็สงบลงบ้างแต่ยังตึงๆ อยู่ครับ ผมเดินออกจากห้องน้ำ ง่วงอยู่เลยนอนต่อ
ก็มันนอนสบายนี่นา...ผมนอนลงที่เดิม ก็ไม่ได้คิดว่าพีมจะเป็นเกย์
ไม่รู้และก็ไม่อยากรู้ด้วย
ผมนอนไปสักพักตื่นมาแล้วก็นอนไม่หลับแล้วเหมือนตอนอยู่บ้านตัวเองหล่ะครับถ้าตื่นก็คือไม่นอนต่อแล้ว
แต่ก็นอนเล่นไปคิดอะไรไปเรื่อยๆ ไอ้เรื่อยๆ จนได้เรื่องแหละครับ
สักพักพีมก็เลื่อยมือมากอดผม ผมก็เฉยๆ คิดว่าคงหาหมอนข้าง
แล้วมือนั้นก็ไหลลงไปเรื่อยๆ จากหน้าอกลงไปที่หน้าท้องจนไปถึงขอบกางเกง
มีันต้องมีสะดุดบ้างสิน่า ขนก็ลุก เสียวก็เสียว แต่อยากลองดูว่าพีมจะทำอะไร
จะลองทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ดูซิ พีมเลื่อนมือลงไปถึงไอ้นั่นของผม
พีมวางมือไว้อย่างนั้นสักพักแล้วบีบครับ บีบเบาๆ แล้วคลึงๆ
จนมันแข็งขึ้นมาคราวนี้ผมรู้เลยครับว่าไอ้ทีแรกที่พีมกุมไว้ก็ไม่ได้หลับนี่นา
พาพีมตั้งลำของผมให้เข้ากับมือเค้าได้ก็จับมันรูดช้าๆ นอนกางเกง
พีมขยับตัวเอาขาข้างนึงมาพาดกับขาผมเอาไว้ ของพีมก็เลยชนกับขาผม
มือผมก็ดันวางไว้ข้างลำตัวด้วยสิ เลยพาดลงมากลางอุ้งมือผมพอดีเลย
ใหญ่ยาวจนเกินฝ่ามือผมอีกครับ
พีมคงจับจนสมใจอยากก็เลยเอามือล้วงเข้าไปในกางเกง
พีมจับของผมที่ตอนนั้นหนังหุ้มปลายยังห่อมิดชิดอยู่เลยครับ แต่ก็ยาวใหญ่พอตัวหล่ะ
พีมพยายามจะรูดมันลง แต่มันไม่เคยนี่ครับจะรูดได้ไงผมก็เลยได้เจ็บน่ะสิ
สะดุ้งตัวบ้างที่พีมรูดแรงๆ
ผมเสียวจนน้ำจะออกหลายครั้งแล้วแต่พีมเหมือนจะรู้หยุดทำแล้วไปคลึงไข่ผมเล่น
อีกมือพีมก็จับมือผมที่พาดอยู่เอาไปจับของพีมบ้าง ผมก็ปล่อยหลุดทุกครั้ง
(ไม่เอาอ่ะ) แต่พอหลายๆ ครั้งก็รำคาญครับ
จับเลยแต่จับแบบเหมือนละเมอนะครับจับไว้เฉย พีมก็จับมือผมให้เหมือนกับชักให้พีม
สักพักพีมก็พยายามอีกโดยการดึงกางเกงผมออก
เอาออกไม่ยากหรอกครับเพราะมันหลวมอยู่แล้ว ผมตัวผอมน่ะ พีมดึงออกจากตัวผมเลยครับ
แล้วผมก็รู้สึกว่ามีอะไรอุ่นๆ ครอบของผมอยู่ ผมหยีตาดูก็เห็นว่าพีมอมอยู่
เสียวครับเลยไม่ได้ห้ามใจ พีมอมรูดขึ้นลง เสียวอย่าบอกใคร ยิ่งไม่เคยมาก่อนนี่
โหยสุดๆ ครับ มันยิ่งแข็งใหญ่เลย
คราวนี้พีมหยุดทำแล้วลุกจากเตียงไปหยิบอะไม่รู้ในตู้เสื้อผ้าในห้องน้ำ เป็นขวด
(มารู้ทีหลังว่าเจลหล่อลื่น) พีมบีบเจลออกมาแล้วเอามาทาที่จู๋ของผมจนชุ่ม
แล้วพีมก็ถอดกางเกงตัวเองออก
พีมนั่งคล่อมตัวผมแล้วหย่อนก้นลงมาเอาของผมจ่อไปที่ก้นพีมแล้วทับลงมาของผมมันก็หายเข้าไปในก้นพีม
ตอนแรกรู้สึกเสียวๆ คับๆ อุ่นๆ และที่แน่นอนก็คือเจ็บจู๋ครับ เจ็บมากๆ
เลยแต่ก็เสียวอยู่ พีมหยุดสักพักแล้วก็ทำท่าขึ้นลงๆ
ผมก็พอรู้มาว่าเป็นการนั่งเทียนจากพวกเพื่อนเก่า พีมทำจนผมเสียวได้สุดๆ
จนผมทนไม่ไหว ผมกระตุกเกือบๆ 10 ครั้ง รีดน้ำออกไป
พีมก็นั่งทับตัวผมอยู่แล้วช่วยตัวเองไปด้วย จนพีมใกล้จะออก
มันบีบรัดจนของผมแข็งขึ้นมาอีกที แล้วพีมก็กระตุกน้ำออกมา ผมหลับตาแทบไม่ทัน
น้ำพุ่มมาถึงหน้าผม แหมะลงที่ตาริมฝีปาก ปลายคาง หน้าอก หน้าืท้องผม ผมรู้สึกแหยะๆ
แต่ไม่กล้าตื่นมากลัวพีมรู้และผมคงจะรับไม่ได้พีมก็เช่นกัน
ไม่ได้ชอบนะแต่มันเสียวจริงๆ ครับ (นั่นครั้งแรกของผมกับผู้ชายและก็เป็นน้ำแรกของผม
เปิดจุกด้วย) พีมลุกขึ้นแล้วหยิบกระดาษชิดชู่มาเช็ดให้
ไม่ทันครับน้ำของพีมไหลลงเข้าไปผมแล้วครับ ของพีมไม่ค่อยคาวนะออก มันๆ คาวๆ นิดๆ
จะไม่กลืนก็เดี๋ยวจะสำลักออกมาเลยกลืนลงไป พีมลุกของผมเลยชี้เด่ขึ้นมาอีก
พีมเลยเอาชิดชู่เช็ดให้แห้งก่อนที่จะบรรจงอมให้ผมอีกที ทีนี้พีมอมอยู่นานเลยครับ
จนไข่ผมหดแล้วฉีดน้ำออกมา ทีนี้โล่งเลยครับสองน้ำ จู่หดลงและไม่แข็งจนผมหลับไป
ตื่นขึ้นมาอีกทีกางเกงก็ใส่ให้เรียบร้อย พีมไปไหนไม่รู้
ผมรีบเข้าไปห้องน้ำอาบน้ำล้างตัว แต่ล้างจู๋ไม่ได้ครับมันแสบไปหมด
หนังหุ้มปลายมันล่นลงมาจนสุดหัวเงี่ยง มีเลือดสีแดงๆ ซิมๆ ออกมาด้วย
แต่ตรงโคนนี่มีเลือดน่าจะเป็นเลือดจากก้นพีมนะ ติดอยู่ พอผมออกจากห้องน้ำ
ก็เห็นพีมเดินเข้ามาพอดี ผมก็ถามว่าไปไหนมา
พีมก็บอกว่าลงไปสั่งคนใช้ทำอาหารมาให้ทาน ผมไม่อยากอยู่บ้านพีมแล้วครับ
รู้สึกผิดกับการที่ปล่อยตัวเกินไป และเจ็บจู๋ด้วย
วันนั้นผมก็ยังอยู่ที่บ้านพีมน่ะแหละ นั่งดูหนังและเล่นเกมส์ทั้งวัน
พอตกดึกผมไม่กล้าหลับครับ เลยฝืนเล่นเกมส์ต่อ กลัวพีมจะทำแบบเมื่อคืนอีก
จู๋พังก่อนวัยอันควรแน่ๆ สักพักพีมก็บอกให้นอน ประมาณ ตี 2 ได้ ผมเลยนอน
พอนอนไปได้สักพักเริ่มอีกแล้วครับ
ทีนี้ผมเจ็บครับเลยพยายามจะกระตุกให้รู้ว่ายังเจ็บจู๋อยู่ ไม่ก็พลิกตัวหนีไปมาตลอด
พีมเลยกอดผมไว้เฉยๆ แล้วหอมแก้มผมไปทีนึง พอเช้าเราสองคนก็อาบน้ำแต่งตัว
แต่ผมรู้สึกว่ายังไม่หายเจ็บเลย มันแสบแต่ก็ต้องล้างกลัวเน่า
แต่งตัวเสร็จเราก็รีบนั่งแท็กซี่ไปโรงเรียนกัน
หลัีงจากวันนั้นผมไม่อยากให้พีมรู้ว่าผมรู้สึกตัวในคืนนั้น
ผมเลยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นยังคงไปไหนมาไหนกับพีมตลอด
และพีมก็ไม่เคยทำทีท่าว่าจะบอกผม ผมก็ปล่อยเลยตามเลยไป
แต่การกระทำบางอย่างของพีมซึ่งทำให้ผมพอรู้ได้ว่าพีมพยายามจะบอกอะไร
คือการซื้อโน่นซื้อนี่ให้แทนตัว ตุ๊กตาเอย แหวนเอย พาไปดูหนังรักเอย
ทานข้าวในร้านโรแมนติกตามสถานที่หรูเอย ผมก็ไม่คิดหรอกว่าวันนึงพีมจะมาบอกว่า "รัก"
น่ะ ผู้ชายจะรักกันได้อย่างไรผมยังไม่รู้เลย แล้วไม่มีลูกจะรักกันได้หรอไง
จนวันที่พีมบอกรัก ผมรับไม่ได้ ผมตะคอกใส่พีมไปแรงมากๆ
"โน่วันนี้ 14 กุมภาพันธ์ เค้าบอกรักกันใช่ป่ะ" ผมทำหน้าสงสัย
"ทำไมหรอ รักใครล่ะ" ผมถาม
"ก็คนตรงหน้า" พีมพูดเบาๆ
"อะไรนะไม่ได้ยิน" ไม่ได้ยินจริงๆ ครับ คนเยอะ
ตอนนี้เราอยู่กันในร้านอาหาร
"เรารักนาย"
"จะบ้าหรอไง บ้าไปแล้วนายน่ะ เราเพื่อนกันนะ" ผมยังทำทีท่าขำๆ
แต่สีหน้าพีมดูจริงจังมากๆ
"แต่เรารักนายจริงๆ นะ เรารักนายมากๆ รักมานานแล้ว" พีมก้มหน้า
"รักตั่งแต่วันแรกที่เราเจอกัน" แล้วพีมก็น้ำตาร่วง
"นายพูดอะไรไม่รู้เรื่อง เราจะกลับบ้านแล้ว" ตอนนั้นยังเด็ก
ยิ่มถ้าผมรับอะไรไม่ได้จริงๆ ผมจะเดินหนีเลยครับ
แต่พีมก็เดินตามมาจนถึงข้างล่างหน้าห้าง
"โน่รอเราก่อนสิ"
"ถ้านายอยากเป็นเพื่อนกับเราอีก เรื่องนี้เราขอให้จบได้ป่ะ"
"แล้วนายจะให้เราทำยังไงเราก็ยอมหล่ะ เรารักนายจริงๆ" ผมอายมากๆ
เลยครับตอนนั้น หน้าห้างตอนหัวค่ำ คนเยอะแยะ
"มันก็เรื่องของมึง นับจากวันนี้เป็นต้นไปกูกับมึงไม่มีอะไรต่อกัน"
ผมตะคอกดังลั่น พีมร้องไห้แรงมากๆ แต่ผมไม่ได้สนใจใยดีกลับเดินหนีออกมา
แล้วขึ้นรถเมล์ที่วิ่งมาพอดีกลับบ้านเลย
หลังจากวันนั้นผมก็ไม่คุยกับพีมอีกเลย ไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำถ้าไม่เจอกันจังๆ
แต่จะมีเลคเชอร์มาสอดไว้ที่ใต้โต๊ะเรียนของผมทุกวัน จนมาวันนึงไม่มีมาวางไว้ผมก็ชักเอะใจว่าสงสัยคงจะไม่ทำให้อีกแล้ว ผมก็ไม่สนใจหาทำเองก็ได้วะ แล้วทุกวันผมก็ไม่เห็นพีมมานั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะเรียนตอนเช้าๆ อีกเลย แม่ก็ถามทำไมเดี๋ยวนี้พีมไม่มาที่บ้าน ผมนึกขึ้นได้ก็เลยไปหาพีมที่บ้านผมยืนกดออดอยู่สักครู่เดียวก็มีคนมาเปิดให้ พอเข้าไปในบ้านพีมก็เจอกับพ่อและแม่ของพีม แม่พีมบอกว่าพีมเป็นมะเร็งในสมองระยะสุดท้าย ผมถึงกับน้ำตาร่วงทันทีที่ได้ยิน แม่พีมบอกว่าอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนึง ผมเลยไปที่โรงพยาบาลเข้าไปที่ห้องที่พีมนอนอยู่นั้น ผมก็เห็นพีมนอนป่วยอยู่บนเตียง พีมเห็นผมยิ้มดีใจ แล้วถามคำถามมากมาย
"สวัสดีพีม เป็นยังไงบ้าง ป่วยอ่ะทำไมไม่บอกจะได้มาเยี่ยมเห็นไม่เอาเลคเชอร์มาให้ก็สงสัยคิดว่าลืมเราไปแล้ว" ผมทักยาวเลย
"ก็เราคิดว่านายไม่อยากเจอเราแล้วเราเลยไม่ได้บอก"
"เราเพื่อนกัน ถึงจะยังไงนายก็เพื่อนเรานะ" ผมน้ำตาไหล
"ร้องไห้ทำไมเรายังไม่ตายซักหน่อย"
"เราเสียใจที่เราทำร้ายน้ำใจของนายและทำให้นายต้องเสียใจเพราะเรา"
"นายรักเรารึเปล่า" พีมถามคำถามที่ผมได้ปฎิเสธไปแล้ว
"รักแบบไหนล่ะ จะเป็นไปได้หรอถ้าเราจะรักกันแบบผู้หญิงผู้ชาย"
"ได้สิ ถ้านายรักเราเราเป็นให้นายได้ทุกอย่างแหละ"
"หรอ แต่เรายังไม่พร้อม"
"เรารอได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รับคำตอบจากนายก็ตาม" พีมน้ำตาไหล "ยังไงเราก็จะรอรอจนกว่า..." พีมหยุดพูดไป
"ไม่หรอก เราคงให้นายรอเราไม่ได้หรอก เราไม่รู้ว่าทำไม เราไม่รู้ว่าอีกเมื่อใด เราไม่รู้ว่าคำตอบจะดีสำหรับนายรึเปล่า" ผมนึกคำพูดไม่ออกจริงๆ เด็กขนาดนั้นจะมาลึกซึ้งอะไรกับคำว่ารักได้มากมายล่ะ
"ทำไม" พีมเสียงสั่น
"เราก็รักนาย แต่ถ้าให้รักแบบที่นายต้องการเราคงให้ไม่ได้"
"อย่างน้อยก็รักใช่ป่ะ"
"อืม" ผมตอบได้แค่นั้นจริงๆ
"คืนนี้นายอยู่กับเรานะ เรามีอะไรจะให้" แล้วพีมก็โทรไปที่บ้าน
คืนนั้นผมนอนเฝ้าพีม ทั้งๆ ที่วันรุ่งขึ้นก็จะสอบแล้ว ผมคิดแต่ว่ายังไงเพื่อนคนนี้สำคัญกว่าการสอบ ผมไม่อยากปล่อยให้พีมอยู่คนเดียวเพราะพีมก็เหมือนกับอยู่คนเดียวมานานมากแล้ว ผมชวนพีมคุยมากมาย จนคนที่บ้านพีมมา เอากล่องใส่ของต่างๆ มากมายมาให้ แต่พีมก็หยิบสมุดมาเล่มนึง
"นี่ของที่เราจะให้นาย เราจะเขียนเรื่องราวต่างๆ ไว้ในนี้ทุกวัน (ทุกวันที่เราเจอนาย)" พีมพูดเบาลง ๆ
"อะไรอ่ะ"
"ไดอารี่ไง ที่ที่เป็นความทรงจำของเราเอง ความทรงจำที่ดีกับนาย ความทรงจำที่แม้เราจะต้องไม่มีนายเราก็จะมีสิ่งนี้ไว้ดูทุกครั้งเมื่อเราคิดถึงนาย" เป็นไดอารี่ที่หนามากๆ
ในนั้นเขียนบรรยายเรื่องราวต่างๆ ที่มีผมกับพีมเป็นตัวเอก
-ทั้งเรื่องวันแรกที่เราเจอกัน
-เรื่องงานนิทรรศการ
-เรื่องที่เราไปเที่ยวกัน
-เรื่องที่เราไปดูหนังกัน
-เรื่องที่เราไปทานข้าวกัน
-เรื่องที่เราทะเลาะกัน
-เรื่องที่เรา...มีอะไรกัน พออ่านมาถึงตรงนี้ ผมมองหน้าพีม แล้วบอกว่า
"เราไม่ได้หลับหรอกนะวันนั้นน่ะ ปกติเราถ้าเราตื่นเราจะนอนต่อไม่ได้เรานอนไม่หลับน่ะ" พีมทำหน้าสงสัยแล้วยิ้ม
"คิดว่าหลับจริงๆ"
"ก็เราไม่อยากให้นายตกใจน่ะ ถ้าเราไม่แกล้งหลับวันนั้นเราอาจจะจบกันเร็วกว่าที่ผ่านมานะ"
"แล้วเป็นไง"
"ก็ไม่รู้ดิเหมือนเปิดซิงมั้ง" ผมหัวเราะทั้งน้ำตา
"เราหนาวน่ะโน่ เหมือนมีน้ำแข็งมาวางไว้บนตัวเราเลย" ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงเลยขึ้นไปบนเตียงพีมแล้วกอดพีมเอาไว้
"อุ่นมั้ยครับ"
"ยังไม่อุ่นเลย มันเหมือนกับตัวเราชาเราปวดกระดูกไปทั้งตัวแล้ว" พีมเสียงสั่นเครือ ผมได้แต่น้ำตาไหลพราก ตอนนั้นผมไม่อยากจากพีมไปไหนเลย
"เราขอโทดนะที่ไม่ได้ดูแลนายก่อนหน้านี้"
"ไม่ต้องโทดตัวเองหรอกโน่ เราเองต่างหากที่เกิดมาเป็นแบบนี้"
"พีม พีม.....พีม" ผมเรียกพีมหลายครั้ง
"หืม" เสียงพีมเบามากๆ "เราง่วง"
"พีมนายยังจะรับคำตอบจากเรามั้ย" ไม่มีเสียงพีมพูดกลับมา "เรารักนายนะ เรารักนายแบบที่นายอยากให้เราเป็น เรารักนายมากกว่าเพื่อน" ผมกอดพีมไว้แน่ตัวพีมที่ยังอุ่นๆ ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจเมื่อได้กอดพีม
"..........(ตืด)" เสียงเครื่องมือแพทย์ที่อยู่ข้างๆ เตียงดังขึ้นยาว ผมไม่สนใจที่จะได้ยิน ผมยังกอดพีมเอาไว้ (คนเขียนเองร้องไห้เองด้วยนะ) ผมรู้ว่าพีมจากผมไปแล้ว และมันก็สายเกินไปแล้วที่ผมบอกพีมไปว่าผมรักพีม และจะบอกว่ารักมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ทันแล้ว ผมลงจากเตียงนั่งกุมมือพีมที่เย็นเยือกไว้นาน จนหมดและพยาบาลเข้ามาบอกว่า เค้าไปแล้วและพ่อกับแม่พีมก็เข้ามา
ผมหยิบเอาสมุดและกล่องแล้วเดินออกมานั่งอยู่นอกห้อง หมอกับพ่อแม่พีมคุยกันอยู่เรื่องร่างของพีม ผมนั่งร้องไห้แม่ผมมาถึงโรงพยาบาล มาถึงท่านมาเข้าไปคุยกับพ่อแม่พีมแล้วออกมานั่งข้างๆ ผม
"แม่ครับ เพื่อนผมไปแล้วใช่มั้ยครับ" ผมถามแม่เพื่อความแน่ใจ
"จ่ะลูก เค้าไปแต่เค้าก็ไปแบบไม่ได้เจ็บปวด ถึงจะทางกายที่เจ็บจนทนรับไม่ไหวแต่ทางใจลูกก็ได้ส่งเค้าไปสู่สุขติแล้ว" ผมโผลเข้ากอดแม่แล้วร้องไห้ไม่หยุด
"ร้องไห้ให้พอนะลูก พรุ้งนี้ไปงานแล้วอย่าร้องล่ะเดี๋ยวพีมเค้าจะไม่สบายใจ"
"ครับแม่ ผมสัญญา"
แม่พาผมกลับบ้านพร้อมกล่องใหญ่ พอไปถึงบ้านผมนั่งบนเตียงวางกล่องลงข้างๆ มองไปรอบๆ ที่ที่เคยมีพีมมานั่งอยู่ ผมเกาะกล่องออกมาดู เห็นมี
-รูปผมกับพีมที่ถ่ายกันไว้มากมาย
-มีโมบายที่เราทำด้วยกัน
-มีกล่องดนตรีที่ผมซื้อให้พีม
-ของชิ้นใหญ่ที่ผมไม่ได้หยิบออกมาก็คือ เครื่องคอมของพีม พีมใส่มาให้ผมด้วยผมไม่ได้อยากได้เลยแม้แต่น้อย แต่พอเปิดออกมาดูก็พบว่าทุกอย่างที่มีในเครื่องก็คือ สิ่งที่ผมกับพีมทำด้วยกัน หน้าหน้าจอที่ตกแต่ง ไอคอนต่างๆ รูปผมกับพีม คลิปวีดีโอที่เราถ่ายเล่นกันบ่อยๆ หนังที่เราดูด้วยกันทุกเรื่องพีมโหลดมันลงไปในคอมด้วย มีโปรแกรมการเรียนต่างๆ ที่จะต้องเรียน จนจบ ม.3 ได้เลย พีมทำเองทั้งหมด
ผมคิดว่าหมดแล้วในกล่อง แต่พอจะเอากล่องไปเก็บดันมีตลับกำมะหยี่ตกลงมาจากใต้กล่อง ดีนะมันไม่ได้ตกไปก่อนหน้านี้ ผมหยิบขึ้นมาดูแล้วเปิดออก
-แหวนเพชรคู่ ที่สลักชื่อภาษาอังกฤษว่า (Suttizak & Triratt)
ผมเอาไปให้แม่เก็บไว้เพราะกลัวว่ามันจะหายไป แม่ก็บอกว่าพีมเค้ารักลูกมากขนาดนี้เลยหรอ แหวนเพชรคู่นี้น่าจะแพงมากๆ (เพชรเม็ดใหญ่มาก) คู่นี้อาจเกิน สองหรือสามแสนเลยนะลูก แม่เอาไปเก็บไว้ในตู้เซฟ ถ้าอยากได้คืนก็บอก
วันต่อมาผมใส่ชุดดำไปที่วัด ก็มีเพื่อนๆ ของพีมหลายคนมาร่วมงาน ผมเอาดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ไปวางไว้ที่หน้าโรงศพ แล้วบอกพีมให้ไปดีนะ เกิดชาติหน้าขอให้เราเจอกันอีก เพื่อนๆ พีมที่คุยกับผมก็มาบอกว่า "พีมมันรักแกมากเลยนะ แกไม่น่าจะทำร้ายมันเลยสงสารมันออก" ผมก็ได้แค่รับฟังแล้วตอบกลับไป "เราได้เป็นคนสุดท้ายที่พีมรัก และเป็นคนสุดท้ายที่ส่งพีมไปสูโลกที่ไม่มีใครทำร้ายพีมได้อีก เราก็พอใจแล้ว" เพื่อนๆ พีมก็พอจะรู้มาบ้างว่าพีมชอบผม
หลังจากงานศพของพีมเสร็จและจบลง ผมเอากระดูกพีมส่วนหนึ่งไปโรยไว้บนภูเขาที่เชียงราย พีมเคยบอกว่าเราชอบที่นี่มากที่สุด และเราจะอยู่ที่นี่ และผมก็คิดว่าพีมยังอยู่ที่นั่น
ผมเอาเศษกระดูกส่วนหนึ่งมาไว้ที่บ้านในห้องพระ ผมทำบุญให้พีมทุกวันเกิดพีมและวันที่คิดถึงพีมแบบนี้
เรื่องของผมกับพีมผมขอจบลงเพียงเท่านี้นะครับ หวังว่ามันคงจะเป็นการสูญเสียครั้งสุดท้าย (แม้มันก็เป็นได้เพียงแค่ความหวัง)
จบตอนแล้วนะครับ แล้วกลับเข้าสู่เรื่องปกติ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น