วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 14 (เดียวดาย)

ขอเศร้าแบบรุนแรงสักครั้งเถอะ (เดียวดาย)

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมนั่งเหม่อลอยคนเดียว
ที่ริมหน้าต่าง ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ นั่งดูเว็บไซด์ไปเรื่อยเปื่อย จู่ๆ ก็นึกอะไรไม่รู้ และไม่รู้อะไรมาดลใจตอนนั้นจำได้ว่าตอนผมอายุ 14 ปี อยู่ ม.2 ผมมีเพื่อนหลายคนแต่มีคนนึงที่ทำให้ผมนึกถึงทีไรผมจะมีน้ำตาไหลออกมาทุกครั้ง เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าขอเกริ่นเรื่องนิดนึงนะครับ

วันที่ผมสอบเข้าที่โรงเรียนผมได้เจอเพื่อนคนแรกในโรงเรียนคนนึง เราแนะนำตัวกันและกัน เค้าชื่อว่า ไตรรัตน์ พิบูลธนะทรัพย์ ชื่อเล่นพีม ตอนนั้นเค้าจะเป็นคนที่ในความรู้สึกผมนะครับ เค้าดูจะโตเป็นผู้ใหญ่มากๆ (คนนี้แหละครับที่ทำให้ผมตั้งใจเรียน) เค้าจะคอยสอนคอบบอกเรื่องต่างๆ เหมือนกับว่าเค้าผ่านโลกนี้มานานแสนนาน และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เค้ารู้หมดแหละครับ ผมติดเค้าแจเลยหล่ะตอนนั้น เค้าสอบได้คะแนนดีกว่าผมมากมายเลยเค้าเลยได้อยู่ห้องคิง ม.1/1 ผลการเรียนก็ได้ เกรด 4 ทุกวิชา ตอนเข้าเรียนจริงๆ ผมอยู่ห้องโหล่สุดๆ ม.1/15 เลยครับ ผมเป็นเด็กเกเร ซ่องสุมพรรคพวก และชอบมีเรื่องกับทุกคนในโรงเรียนที่มองหน้าและนอกโรงเรียนด้วยครับ ตอนเช้าผมจะเจอเค้ามานั่งอ่านหนังสือที่ห้องเรียน ผมรู้เพราะห้องผมจะต้องเดินผ่านห้องเค้าทุกวัน หลังจากวันที่สอบเข้าผมก็ไม่ได้คุยอะไรกับเค้าเลย จนวันเริ่มต้นกิจกรรมจัดนิทรรศการในโรงเรียน ภาควิชาวิทยาศาตร์กลุ่มชั่วร้ายของผมโดนจับไปช่วยงานห้องเค้า คือไปเป็นเบ้ให้ ซึ่งผมและแก๊งค์ของผมไม่สบอารมณ์อย่างมากที่ต้องมาคอยรับใช้ไอ้พวกเด็กเรียน ทำบ้างไม่ทำบ้างมันก็ไปฟ้องอาจารย์ จนพวกผมโดนทำโทษหลายต่อหลายครั้ง พวกผมเลยวางแผนที่จะทำลายงานของพวกนั้น ผมสังเกตุหลายครั้งแล้วหล่ะครับว่าพีมชอบมองหน้าผม ซึ่งผมจะหงุดหงิดมากๆ มองทำไมวะ...ผมเดินไปถาม เค้าก็ประมาณว่าจำเราได้ป่ะ ผมบอกจำได้แต่ไม่อยากจะจำด้วย ตอนนั้นสีหน้าของพีมดูเหมือนกับไม่โกรธเลยสักนิด เค้ากลับยิ้มแล้วพูดว่า ซุ้มวิทยาศาตร์นี่ถ้าไม่ได้พวกนายช่วยก็คงจะไม่เสร็จ ผมเลยไม่รู้จะทำยังไงเลยครับ ฝีมือของพวกผมหรอที่ทำ ซึ่งมันขัดกับเจตนารมของผมที่จะทำลายมันทิ้งซะ แต่พอผมกลับบ้านไปสงบสติอารมณ์ได้สักพักผมก็นึกได้ว่า เอาวะ...ปล่อยไปสักครั้งอยู่เฉยๆ ดีกว่าหาเรื่องให้งานพัง วันรุ่งขึ้นเป็นวันงานผมไปถึงที่โรงเรียนแต่เช้าตามเคยก็พบว่าซุ้มงานของพวกผมมันพังทลายลงไม่มีชิ้นดี ผมเดินเข้าไปในบร์อดภายในซุ้มก็เขียนว่า "พวกกูไม่ใช่ควายให้ใครมาใช้งานได้โว้ย..." ผมก็รู้ทันทีว่าฝีมือใครถ้าไม่ใช่พวกผมเองนั่นแหละ สักพักอาจารย์เดินเข้ามาถึงร้องว้ายดังลั่นโรงยิม "นายสุทธิศักดิ์ ทำไมเธอถึงทำแบบนี้" คำนี้คำเดียวประโยคเดียวผมถึงกับเข่าสั่นแล้วครับ ผมอีกแล้ว แล้วนับแต่วันนั้นชื่อผมก็ติดแบล็คลีส สรุปงานงานนี้ผมโดนคนเดียว คือผมรับสารภาพคนเดียวเพื่อนไม่เกี่ยว โดนเชิญผู้ปกครองแล้วทำทันบน ครั้งที่ 1 เพื่อนๆ ของพีมทุกคนก็เกลียดผมหมด ผมกลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียดในสายตาของทุกคนแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ และนักเรียนในโรงเรียน หลังจากที่โดนเชิญผู้ปกครองเดี๋ยวนั้น ผมไปนั่งแอบอยู่ที่หลังสแตนเชียร์ ที่เป็นห้องใต้สแตนไว้เก็บของ ผมนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ผมรู้สึกผิดมากๆ กับการกระทำครั้งนี้แม้จะไม่ได้เป็นคนลงมือแต่ก็เป็นคนต้นคิดที่จะทำมันพัง ตอนเช้าก่อนนิทรรศการจะเริ่มขึ้นเพื่อนของพีมก็ช่วยกันทำขึ้นใหม่แต่ก็ไม่สมบูรณ์เท่ากับตอนแรก ทั้งวันผมไม่ได้ทานข้าวเลยสักเม็ด พอเลิกเรียน หลายคนทะยอยกันกลับบ้านแล้ว บางส่วนก็อยู่เก็บของทำความสะอาด ผมเดินออกมาจากห้องนั้น เดินเข้าไปในห้องน้ำใหญ่ ไปล้างหน้า เสร็จก็ไปนั่งอยู่ในห้องล็อคเกอร์ ผมนั่งอยู่นานพอที่คนอื่นๆ จะกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ อยู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงหลายคนเดินเข้ามาผมไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนของพีม พอเพื่อนของพีมเข้ามาเห็นผม ผมก็โดนรุมด่าว่าต่างๆ นานา ใช่ผมมันเลว แบบหาอะไรเปรียบไม่ได้ ผมได้แต่นั่งก้มหน้า จะเดินหนีก็ไม่ใช่ผม...สักครู่พีมก็เดินเข้ามาบอกเพื่อนๆ ให้พอ พอกับการต่อว่าสักที เพราะคำๆ เดียวที่ทำให้ผมรู้สึกสำนึกมากขึ้นและรู้สึกเจ็บปวดมากๆ ก็คือ "เค้าทำ เค้าก็รับแล้วว่าทำ และเค้าก็โดนทำทันบนไปแล้ว โดนลงโทษไปแล้วมันก็สาสมกับที่เค้าได้ทำเอาไว้ หลังจากนี้เราก็ไม่มีอะไรต่อกันอีกแล้ว อย่างน้อยเค้าก็ได้ช่วยเราทำไม่ใช่หรอ เค้าจะทำลายมันก็สิทธิของเค้า จบแค่นี้เถอะ พวกเรากลับกัน" ผมเหมือนกับมีใครมากมายมาดึงผมไว้ไม่ให้กระดุกกระดิกไปไหน โดนตรึงเอาไว้กับพรรณธนาการณ์ ผมยืนอยู่ตรงนั้น...น้ำตาที่ผมหลั่งมันออกมามากมายเมื่อเช้าจนเย็น มันก็บีบให้ไหลออกมาอีกครั้ง คราวนี้ผมรู้สึกเจ็บปวดที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรให้มันดีขึ้นกว่าที่ควรเป็น ผมหันมองนาฬิกาในห้องนี้ เป็นเวลา 21.00 น. ดึกมากแล้ว ผมเดินออกจากห้อง เดินผ่านสนามบาส มองไปที่ที่เคอมีซุ้มวิทยาศาสตร์ตั่งอยู่ ผมถอนหายใจแล้วเดินผ่านพ้นไป เดินออกมาหน้าโรงเรียน ผมเห็นเด็กคนนึงนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ คิดในใจว่าทำไมดึกดื่นขนาดนี้แล้วยังไม่กลับบ้าน ผมเดินเข้าไปจนใกล้ก็รู้ว่าเป็นพีม พีมนั่งรอรถเมล์กลับบ้านอยู่มั้ง ผมยืนหลบๆ อยู่ข้างๆ ป้ายรถเมล์ไม่กล้าที่จะไปสู้หน้าพีมได้อีก สักพักก็มีรถคันใหญ่ขับมาจอดที่ป้ายรถเมล์แล้วพีมก็ลุกขึ้นกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในรถ ก็มีคนเดินลงมารับกระเป๋าแล้วเปิดประตู ผมได้ยินคนนั้นเรียกพีมว่า "ผมช่วยถือครับ...เชิญครับคุณหนู" ยิ่งกระนั้นผมยิ่งไม่กล้าแม้แต่จะกลับไปพูดคุยด้วยเลย เค้าอยู่ในครอบครัวที่สูงกว่า รวยกว่า พีมยังไม่เข้าไปในรถกลับเดินห่างออกมา พีมเดินมาทางผม ผมยืนร้องไห้อีกแล้วครับ ขี้แงจริงๆ เลยนะเรา พีมเดินมาใกล้ผม จนอีกก้าวเดียวก็จะถึงตัวผม ผมถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่ออะไรไม่รู้แต่ผมก็ถอย พีมยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดมาให้ผม อะไรสะกิดผมไม่ทราบผมหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาแล้วกล่าวขอบคุณพีม พีมพูดขึ้นมาคำนึงก็อีกแหละครับทำให้ผมอึ้งกว่าที่พีมพูดกับเพื่อนๆ เค้าในห้องล็อคเกอร์ "นายไม่ได้ทำ...แล้วยอมรับผิดทำไม" ผมไม่ได้ตอบอะไร แล้วพีมก็เดินขึ้นรถไป ผมก้าวเท้าออกมาริมฟุตบาด แล้วมองรถคันใหญ่เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ ผมเอาผ้ามาซับน้ำตา แล้วเก็บลงไปในกระเป๋ากางเกง

ผมกลับมาถึงบ้าน แม่เรียกผมไปคุยด้วย แม่ถามว่าทำอะไรทำไมไม่คิดถึงผลที่จะตามมาบ้าง รู้มั้ยว่าแม่เสียแค่ไหน และแม่ก็เสียใจมากๆ กับสิ่งที่ลูกได้ทำลงไป (แม่ผมท่านร้องไห้ครับ และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมทำให้บุพการีที่มีพระคุณมากที่สุดเสียน้ำตาเพราะผม) แม่นั่งที่โซฟาตัวยาว ผมนั่งที่โซฟาตัวเล็กข้างๆ ผมนั่งลงกับพื้นข้างๆ แม่ แม่มีกิริยาขยับออกห่างหน่อยนึง ผมก้มลงกราบเท้าท่านแล้วกล่าวขอโทด ผมสะอึกสะอื้นแรงมาก ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้น แต่แม่ก็จับที่ไหล่ผมแล้วพยุงตัวผมขึ้น แม่ดึงตัวผมไปใกล้ตัวแล้วกอดผมไว้ "ถ้าลูกสำนึกและยอมรับกับความผิด แม่ก็ให้อภัยลูกได้ ขออย่าให้มีเรื่องเกิดขึ้นอีกนะลูก แม่ปวดใจที่คนอื่นเค้ามาด่าว่าลูกต่อหน้าแม่ ทั้งที่แม่ไม่เคยด่าว่าลูกหรือแม้จะตีก็ไม่เคย อย่าให้ใครเค้ามาว่าลูกได้นะ ไป ไปอาบน้ำนอนเถอะลูกดึกแล้ว"

ผมกราบแม่ที่หน้าตักอีกครั้งแล้วลุกขึ้นไปอาบน้ำและนอน

ผมนอนไม่หลับครับเพราะวันรุ่งขึ้นผมจะต้องไปเจอใครต่อใครที่โรงเรียนอีก คิดดูแล้วมันเป็นอะไรที่ยากจะลืมมันลงครับ พลิกตัวไปมาจนเช้า ผมไม่อาบน้ำแต่งตัว กลับเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องนี้แล้วพิมพ์เรื่องที่เกิดขึ้นในบล็อคของผมที่ไม่เคยได้เปิดให้ใครเข้ามาอ่าน ผมพิมพ์ไปน้ำตาก็ไหลไป สักพักแม่ก็ขึ้นมาเรียกผม ท่านเคาะประตูแล้วก็เปิดเข้ามาถามว่าไม่แต่งตัวล่ะ ผมหันไปหาท่านแล้วบอกว่าผมไม่อยากไปโรงเรียนครับ...แม่เดินเข้ามาหาผมแล้วบอกว่า คงไม่ได้หนีปัญหานะลูก แม่รู้ทันความคิดผมครับ ผมก็แค่คิดแบบเด็กๆ นะครับว่าไม่ไปเจอหน้าใครก็คงจะดีกว่า ไม่อยากอาย

พออีกวันผมก็ไปโรงเรียน ช่วงนั้นก็ใกล้จะปิดเทอมใหญ่แล้วครับ ไปถึงไม่ค่อยมีใครอยากจะสนใจผมมีแต่สายตาที่เหยียดหยาม คำพูดลอยที่เสียดแทงหัวใจของผม วันนั้นผมไม่ได้เข้าเรียนผมโดนสั่งให้ไปช่วยอาจารย์ในโรงยิม (นี่ก็อีกอย่างที่ทำให้ผมสนิทกับอาจารย์สอนวิชาพละศึกษา) ผมทำความสะอาดโรงยิม วิ่งเก็บลูกบาสให้รุ่นพี่ คอยเก็บอุปกรณ์เข้าห้องใต้สแตนเชียร์ ตอนเย็นก็ไปเอาการบ้านจากอาจารย์ประจำชั้น ก็โดนด่าทุกวันแหละครับ จนครบสัปดาห์อาจารย์ก็ให้กลับมาเรียนที่ห้องตามเดิม เพื่อนแก๊งค์เดิมก็เข้ามาหาว่าหายไปไหน ทำไมรับผิดคนเดียว และอีกหลายอย่าง แต่ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรไป อีกสองสัปดาห์ ก็ถึงวันสอบ เช้าๆ ผมจะเจอพีมตามเคย

วันหนึ่งผมเดินผ่านหน้าห้อง (วันหนึ่งในอีก 14 วัน. ที่จะถึงวันสอบ) ผมรู้สึกมีคนเดินตามมาข้างหลังเหมือนกับรีบเดิน ผมเลยหลบทางให้ แต่ก็ไม่ได้เดินแซงไปแต่อย่างใด กลับมาหยุดตรงข้างๆ ผมแล้วเอาเลคเชอร์ รายวิชา ทุกวิชามายื่นให้ผม แล้วบอกว่า "อ่ะเอาไปอ่านซะจะได้สอบได้บ้าง ไม่เห็นค่อยอ่านหนังสือเลย" ผมงงๆ กับการกระทำของพีมมากๆ ทำไมถึงมาทำดีกับผมล่ะ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้สนิทกัน แล้วรู้ได้ไงว่าผมเรียนไม่เก่ง "ไม่เอาอ่ะขี้เกียจอ่าน" ผมปฏิเสธ "อย่างน้อยก็เก็บไว้พับนกเล่นก็แล้วกัน" พีมพูดทำนองว่าอย่างน้อยมันก็ยังมีประโยชน์ดีกว่าทิ้งลงถังขยะ ผมรับกระดาษพวกนั้นมา ผมเอามานั่งอ่านเล่นๆ ในห้อง พอเพื่อนๆ เข้ามาก็ถามอ่านรู้เรื่องหรอไง ผมก็ทำไม่สนใจ อ่านไปเรื่อยๆ เอาไอพอตมาฟังเพลงจนเข้าแถวผมก็ยังอ่านไม่ได้ลงไปกับคนอื่นๆ พอเข้าเรียน ปกติอาจารย์ไม่คุยกับผมอยู่แล้วครับ ผมก็เลยนั่งฟังเพลงและอ่านเลคเชอร์นั้นไปเรื่อยๆ จนอาจารย์เดินมาใหล้ๆ ยืนดูอยู่สักพักท่านก็ดึงหูฟังผมออกแล้วถามว่า "นี่มันลายมือของไตรรัตน์ นี่เธอไปโขมยมาอีกรึไง" ผมเงยหน้าขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์หมายกับอาจารย์ ที่มากล่าวหาผม ผมลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับอาจารย์ ผมตัวสูงครับตอนนั้น "ผมจะได้มายังไงมันก็เรื่องของผม ไม่ได้ขโมยมาก็แล้วกัน" แล้วผมก็เดินออกจากห้อง ไปอยู่ในโรงยิม อาจารย์หลายท่านก็เอือมละอากับผมมากๆ เพราะผมจะก้าวร้าวกับอาจารย์ทุกท่าน ไม่ทำตาม ไม่สนใจเวลาอาจารย์สอน แต่ผมทำการบ้านส่งนะครับ พอถึงวันประกาศผลสอบตอนผิดเทอมได้สักพัก อาจารย์ประจำชั้นก็เรียกชื่อและยื่นสมุดพกให้ ท่านมองหน้าอย่างมีคำถามและไม่สบอารมณ์ ผลออกมาผมได้เกรดเฉลี่ย 2.89 และไม่ตกแม้สักวิชา หลายคนมีคำถามว่าทำไม? ทำไมผมถึงสอบผ่านทั้งๆ ที่ไม่เรียน คนอื่นเค้านั่งเรียนกันแต่กลับตกหลายวิชา ก็เพราะเลคเชอร์หรือกระดาษพับนกนั่นแหละครับที่ทำให้ผมสอบผ่าน ผมไม่เรียนก็จริงแต่พีมจะเอาเลคเชอร์สรุปรายวิชาให้ผมตอนเช้าทุกวัน พอผมดูผลคะแนนสอบเสร็จ ผมก็เดินกำลังจะกลับบ้านมาผ่านที่หน้าห้องของพีม ในห้องมีเด็กนั่งอยู่เต็มพอผมเดินไปถึงหน้าห้องก็มีแต่สายตาคนในนั้นมองออกมาอย่างรังเกียดเดียดฉัน ผมหยุดยืนอยู่หน้าห้องแล้วเดินเข้าไปในห้องนั้นพร้อมกับสมุดพกและลูกอมจุ๊บบ่ะจุ๊บที่อมอยู่ ผมยืนตรงกลางห้องด้วยบรรยากาศที่หน้าทุกคนมีแต่คำถามมองหน้ากันเองแล้วมองหน้าผมสลับกันไปมา อาจารย์ที่นั่งหัวโด่อยู่ในห้องก็ยืนขึ้นแล้วไล่ให้ผมออกไปจากห้อง แต่ก็ต้องหยุดเพราะผมตะโกนออกไปว่า "อาจารย์ไม่เกี่ยวอยู่เฉยๆ เหอะ ผมมีอะไรจะพูดกับนักเรียนในห้องนี้" ผมโยนลูกอมลงถังขยะมุมห้อง

"ทุกคน ที่ผ่านมากับเหตุการณ์วันนิทรรศการณ์ผมขอโทดทุกคน ที่ผมได้ทำลงไปไม่ว่าด้วยเหตุผลการณ์ใดผมขอโทดทุกคน และหวังว่าทุกคนจะยอมรับคำขอโทดนี้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ให้หรือไม่ให้อภัยผมก็ตาม วันนี้ผมมีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกได้พูดไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือนี่ครับ" ผมชูสมุดพกและกางหน้าที่เป็นเกรดรายวิชา "ผมขอขอบคุณกับกระดาษพับนกหลายแผ่นที่เพื่อนของพวกคุณหนึ่งคนในห้องได้มอบให้กับผมไปอ่าน มันเป็นสรุปเลคเชอร์รายวิชา เค้าทำให้กับผมตลอด 14 วันก่อนสอบ ไตรรัตน์ผมขอขอบคุณคุณมากที่ทำให้ผมสอบผ่านทุกวิชา และขอบคุณทุกคนในห้องที่เสียเวลานั่งฟังผมจนจบ ผมมีเพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ" แล้วก็มีเสียงซึงแซ่จากหลายคนในห้อง จุดสนใจคือพีมที่มีหลายคนตั้งเป็นประเด็น ผมเดินออกจากห้องโดยมีคนอื่นๆ จากห้องอื่นๆ เดินผ่านมาเห็นผมเดินออกจากห้องนี้ ผมกลับบ้านทันทีด้วยหัวใจที่ได้เอามะเร็งร้ายออกไปจากตัว

พอกลับมาถึงบ้านผมได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่ท่านยิ่มและกล่าวชมเชยว่าทำถูกต้องแล้วลูก ทำดีไม่ต้องให้มีใครบอก เราทำแล้วเราสะบายใจก็ทำเถอะลูก วันนั้นแม่ทำอาหารหลายอย่างให้ทานเรานั่งสนทนากันจนดึกดื่น พอเช้าท่านก็พาผมไปเที่ยวที่ต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ของแม่อีกหลายท่าน


ตอนนี้อาจจะยาวไปหน่อยนะครับ...แต่ก็ขอบคุณที่อ่าน แต่ก่อนอื่นใด นี่เป็นส่วนหนึ่งของผมกับพีม ยังมีอะไรอีกมากมายที่ยังไม่ได้เล่าจนจบ จะมาต่อในตอนหน้านะครับ


จบตอนแล้วครับ...

ไม่มีความคิดเห็น: