วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 20

เลิกเรียนผมกับนายมายืนหม้อสาวๆ กันที่หน้าโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนที่พลอยเรียนอยู่นั่นเอง เหอะๆ นายมันถามมาทำไมกันไม่เห็นจะมีอะไรเลย ผมบังคับให้เจ้านายทำตัวแมนๆ หน่อย แกล้งทำก็ได้ มันก็ทำตามเพราะผมขู่มันอีกว่าถ้าไม่ทำตามวันนี้แกไม่ต้องไปไหนกับแม็คและจะส่งแกกลับเชียงใหม่ มันกลัวหัวหดหล่ะครับยืนจีบสาวแถมติดอีกต่างหาก เหอะๆ มันหน้าตาดีนี่นาผมก็ได้แต่ก็มิได้นำพา คนที่ผมรออยู่คือพลอย

ไม่นานเกินใจจะอดทนครับ พลอยก็เดินออกมาและเมื่อเพื่อนๆ เธอสะกิดเธอ เธอก็จะหลบแล้วหันกลับเข้าโรงเรียนไป แต่ผมหรือจะไม่ตามไปเอาตัวเธอออกมา
"เดี๋ยวสิครับ...จะรีบหนีไปไหนคุยกันสักหน่อยนิดเดียวเองแล้วจะไม่รบกวนอีกเลย" ผมดึงตัวเธอมาแล้วกอดท่ามกลางสาธารณชนมากมาย
"ทำตัวป่าเถื่อนสุดๆ ปล่อยฉันนะ" น้ำเสียงเธอหรอเนี่ย ไม่ยอมไม่เอา เอาพลอยคนเดิมคืนมา
"ถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะคุยกันได้รึไงครับ" ผมพูดดีๆ กับเธอก่อนเผื่อเธอจะอ่อนใจ
"สวัสดีครับพี่พลอย" นายเดินเข้ามา
"อ๋อ นี่นายคนเดียวไม่พอหรอไงจะเอาน้องนายมาทำร้ายเราอีกหรอไง" เอาเข้าไปเข้าใจผิดกันใหญ่แล้ว
"นี่ๆ ทำเพื่อนเราทำไม นายสองคนจะมาฉุดเพื่อนเราหรอไงฮ่ะโน่" เพื่อนพลอยพูดขึ้นและพยายามจะดึงพลอยออกจากมือผม
"พลอยครับใจเย็นๆ ก่อนสิครับ ผมขอโทดนะที่ได้ทำผิดอย่างมากไว้กับพลอย" ผมปล่อยเธอแล้วคุกเข่าลงกุมมือเธอไว้ เงิยหน้าขึ้นทำสายตาอ้อนวอนสุดๆ "ยกโทดให้ผมนะครับ"
"ฉันไม่ .. ฉันไม่ ไม่อ่ะอย่าทำแบบนี้นะคนเยอะแยะ" ดูท่าทางจะพูดไม่ออกเจอเข้าขนาดนี้
"ถ้าไม่ยกโทดให้ผม ผมก็จะจับมือแล้วก็คุกเข่าอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนเลย" นี่เจอเข้าให้ลูกไม้ลูกนี้แรงซะด้วย
"อือๆๆๆ...เพื่อนๆ ช่วยด้วยดี้" พลอยเรียกเพื่อนๆ เธอที่ยืนอยู่ห่างๆ
"พลอยจะให้ช่วยไงเล่า เค้าอุตส่าห์มาถึงขนาดนี้แล้วนะ" เพื่อนคนนึงของพลอยพูดขึ้น
"นะนะ" ผมผมทำตาอ้อนอีกครั้ง แล้วส่งช่อดอกไม้ให้เธอ ฟอร์เก็ตมีน็อต(สีฟ้า)
"ทำไมถึงเพิ่งจะมาคิดได้ล่ะ" พลอยทำท่างอนๆ หันหน้าหนี ผมว่าเธอเขิลผมอยู่
"...ขอโทดนะครับ ผิดไปแล้ว"
"ถ้าไม่รักกันไม่ให้อภัยนะ และถ้ามีอีกครั้งอย่าหวังว่าจะยอมนะ" พลอยหันกลับมาแล้วรับดอกไม้ไป
"อย่างน้อยก็แสดงให้รู้ว่าพลอยแคร์ผมมากแค่ไหนไม่ใช่หรอครับ" ยังมีหน้ามาเถียงอีกนะ
"........." เย้ๆ พลอยหายโกรธแล้ว "ก็ได้ๆ อย่าทำแบบนี้อีกนะ"
"งั้นไปเที่ยวกัน นายๆ มานี่เร็ว" ผมเรียกนายที่ยืนคุยอยู่กับเพื่อนของพลอย ผมว่าหนึ่งในเพื่อนพลอยกำลังจีบเจ้านายอยู่นะ และเพื่อนๆ ของเธอก็ท่าทางจะชอบใจนายเป็นอย่างมาก เด็กกว่าก็เงี้ยะแหละ เชอะ...
"ไปไหนอ่ะ เอ้ย...เพื่อนๆ เราไปก่อนนะ" พลอยตะโกนบอกเพื่อนเธอ
"ไปทานข้าวกัน เดี๋ยวไปส่งนายคืนเจ้าของก่อน" ผมพูดตัดความหวังของสาวๆ

ระหว่างทานข้าวกันเราได้คุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พลอยบอกว่าตอนแรกรับไม่ได้ เพราะอยู่ๆ ผมก็บอกเลิก

ไปส่งพลอยเสร็จก็กลับมาที่บ้านก็ดึกนะ เจ้านายมันนอนหลับไปแล้วสงสัยตอนมาส่งไม่เจอแม็คอยู่บ้านแน่ๆ เลย (ไปไหน) ปกติถ้ามันเจอกันมันต้องอยู่ด้วยกันดึกกว่านี้มากๆ แต่ง่วงเลยไม่ได้สนใจที่จะปลุกมาคุยด้วย เลยอาบน้ำแล้วก็นอนหลับเลย



จบอีกตอนนะครับ
ผมขับรถมาถึง

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 19

ในเมื่อแม็คไม่สนใจผม (เหอะๆ ก็เราไปปฏิเสธมันเองนี่นา) ผมก็เลยหันเหไปสนใจกับพลอยจน ฮือๆๆๆ...ผมเสียบริสุทธิแล้วอ่า (เสียไปกี่ทีแล้ว) ขอไม่พูดถึงละกันครับหรือจะพูดดีล่ะ เอ้...ไม่มั่นใจ เอาเป็นว่าผมผิดเองผมบังคับขืนใจเธอ ก็นมเธอใหญ่ซะขนาดนั้น มันน่าจับอ่ะ -ขอผ่านตอนนี้ไปเลยนะ-

ผมเริ่มลืมๆ เธอ แต่ทุกวันก็คิดถึงเธออยู่ดีนะ ในเวลาที่เรามีความสุขกัน เราไปเที่ยวกัน เราทานข้าวด้วยกัน เจอหน้ากันจนภาพเธอติดอยู่ที่ตา กลับมาสนใจเรียนเหมือนเดิม ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าแม็คกับน้องนายเลยครับ ผมยิ่งเหงา พอเหงาเลยยิ่งคิดถึงพลอย จะเจอกันก็ตอนที่แม็คมาส่งนายกลับที่บ้านผม กับตอนเช้าที่ไปโรงเรียนพร้อมกัน แต่เหมือนไปคนเดียวมันคุยกันอยู่สองคนไม่สนใจผมเลย

"รู้สึกว่าช่วงนี้จะซึมๆ ไปนะลูก" แม่ถามผมขณะที่เราทานข้าวกัน น้องนายก็อยู่ด้วย
"ใช่พี่โน่ เป็นอะไรไปหรอเห็นชอบนั่งเหม่อคนเดียวที่โต๊ะคอม" นายสมทบ
"ไม่มีอะไรหรอกครับแม่-นาย พอดีช่วงนี้ใกล้จะสอบแล้วก็เลยคิดมากไปหน่อย"
"มันหนักมากนักก็พักซะบ้าง นายพาพี่เค้าไปเที่ยวบ้างซิลูก แม่ไม่เห็นลูกโน่ไปไหนมาไหนเลยนะลูกเก็บตัวอยู่แต่กับบ้าน แล้วพลอยไปไหนล่ะลูก" คำถามแทงใจดำเลยครับ
"ครับแม่" นายตอบแม่ผม
"..........เอ่อแม่ครับผมขอตัวก่อนนะครับ" ผมลุกออกจากโต๊ะทานข้าวแล้วกลับขึ้นมาเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง สักพักน้ำใสๆ ก็หลั่งรินออกจากตาตี่ๆ ของผมจนหลับไป ตื่นมาอีกทีตี 3 เห็นน้องนายนอนคุดพิงหลังผมอยู่ ผมเลยเอามือไปอังหน้าผากดู ก็ไม่ร้อนนี่นา สงสัยผมจะเปิดแอร์แรงไป แต่ผมมันคนขี้ร้อนครับเลยกอดน้องนายเอาไว้ ความรู้สึกแบบนี้มันกลับมาอีกแล้วครับ ผมรู้สึกดีมากกับการที่กอดนายเอาไว้ ด้วยที่น้องนายหันหน้ามาทางผมแล้วผมกอดนายเอาไว้หน้าผมกับนายเลยตรงกันพอดี ปากสีแดงอมชมพูผมจูบลงที่ริมฝีปากของน้องนาย แต่ความรู้สึกผิดถ้าเราทำอะไรลงไปมากกว่านี้เราคงเป็นคนที่เลวไม่ต่างจากพวกอาชญากรทั่วไป ผมละจากปากนายแล้วกอดไว้ตามเดิมแต่ดูเหมือนกับว่าฝ่ายตรงข้ามจะกอดผมแน่นกว่าเดิมอีก นี่ผมคิดอะไรอยู่เนี่ย น้องชายตัวเองนะ ผมกลัวว่าจะหักห้ามใจไม่ได้ผมเริ่มคลายกอดออกจากน้องนายแล้วไปลดระดับความเย็นลง แต่ผมนอนไม่หลับแล้วเลยลงไปหาหนังดูข้างล่างอีกชั่วโมงนึงแม่ก็จะตื่นแล้ว พอแม่ท่านลงมาก็ถามผมอีกว่าทำไมไม่นอน
"ไม่นอนล่ะลูก ไหนดูซิลูกแม่เป็นอะไรไปทำไมถึงได้ดูเหงาๆ ไปนะลูก" แม่เดินมานั่งข้างๆ ผม แล้วผมก็ร้องไห้ออกมา
"แม่ครับผมขอโทด ผมทำผิดอีกแล้วครับแม่"
"เป็นอะไรลูกแม่ ดูซิร้องไห้ใหญ่เลย ลูกใจเย็นๆ แล้วเล่าให้แม่ฟังได้มั้ยลูก"
"แม่ครับ ผมกับพลอยเราเลิกกันแล้วครับแม่" พูดไปสะอึกสะอื้นไป"อยู่ๆ ผมก็บอกเลิกกับพลอยแล้วพลอยก็ไม่ยอมคุยกับผมอีกเลย"
"นี่ใช่มั้ยลูกที่ทำให้ลูกแม่เป็นถึงขนาดนี้ แม่ก็เสียใจกับการกระทำของลูกนะแต่แม่จะทำอะไรไปมากกว่านี้มันก็ไม่ควร อยู่ที่ลูกหล่ะว่าจะมีความอดทนแค่ไหน" แม่พูดเป็นปริศนาอีกแล้ว แล้วท่านก็ลุกไป

หรือว่าต้องตามง้อ ง้ออย่างเดียวไม่พอหรอก ต้องหาอะไรเพิ่ม...พอแม่ลุกไปได้ไม่ถึงห้านาที ผมก็รีบวิ่งขึ้นห้องไปอีกที แม่ตะโกนไล่มาอีก "หายดีแล้วรึไง" ผมเปิดประตูมาแล้วปลุกน้องนายทันที เจ้านายยังงัวเงียอยู่มากๆ หรือผมไปขัดฝันมันนะ
"นายๆ ตื่นๆ"
"อา-ราย พี่โน่ กำลังฝันดีเลย"
"อาบน้ำแต่งตัวเร็วๆ"นายเอื้มไปหยิบดูนาฬิกา
"ไม่อาวอ่า ห๊าว....ยังไม่ตี 5 ด้วยซ้ำ ปกติตื่น 6 โมง ทำไมวันนี้ต้องตื่นแต่....ช้าวด้วยน้า" นายนี่งอแงไม่เบาเลยนะ
"ไม่ลุกกูถีบเลยนะ" ผมชักจะฉุน
"อะอะ...ลุกแล้วๆ ไม่เห็นต้องใช้กำลังกันเลย" นายบ่นพึงพรำแล้วดีดตัวขึ้นมาก่อนจะโดนผมถีบตกเตียง ตอนเด็กๆ เจอบ่อยครับมันคงฝังใจ เวลาปลุกแล้วงอแงนี่ผมถีบตกเตียงจนแม่ของน้องนายก็ไม่ค่อยชอบผมเท่าไหร่ที่ทำกับลูกเค้า แต่เจ้านายก็มักจะแก้ตัวอยู่เสมอว่าเล่นกันแรงไปเท่านั้นเอง พี่โน่ไม่ตั่งใจ

นายรีบลุกไปอาบน้ำ แต่งตัว เสร็จ...
"แม่ครับวันนี้ผมเอารถไปโรงเรียนนะแม่"
"ขับดีๆ ละ มีอะไรโทรหาแม่เลยนะ"
"ครับๆ นายไปเร็ว"


ปริศนา...นี้เอาไว้มาต่อกันตอนหน้า ส่วนเรื่องของ มินจุน ยังไม่เริ่มเลยครับ

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 18

มันเป็นเรื่องของ "หัวใจ"

หัวใจของคนเรามีเพียงดวงเดียวเท่านั้น ของคนอื่นๆ เค้าก็มีกันคนละดวงเท่าๆ กัน

แต่! จะทำอย่างไร ที่จะรักษาหัวใจของตัวเองไม่ให้ถูกทำร้าย ด้วยความรัก...

แต่! จะทำอย่างไร ที่จะรักษาหัวใจของคนอีกคนให้อยู่กับตัวเราไปได้ตลอด...

เรื่องของเรื่องในตอนนี้ ขอปูพื้นฐานของหัวใจ บทเรียนที่กล่าวถึง "สิ่งที่มนุษย์ต้องการเป็นสิ่งแรก ก็คือ SEX" หรือจะมีใครมาปฎิเสธ.

เข้าเรื่องละกันครับ...เผื่อจะได้เข้าใจ และลึกซึ้งถึงหัวใจว่าด้วยความรัก ที่จะมีกันทุกๆ คน

วันนี้อากาศแจ่มใสมากๆ เนื่องจากเมื่อคืนมีฝนโปรยปรายมาให้บนพื้นโลกแห่งนี้ชุ่มชื้นจนกลายเป็น อากาศเย็นๆ ดูๆ ไปอีกมุมนึงก็อาจจะทำให้เราคิดถึงความเศร้าได้ แต่อย่าได้ไปจมปรักอยู่กับมันเลย มุ่งเดินไปทางข้างหน้า แล้วใช้ชีวิตในวันใน วันต่อๆ ไปให้มีความสุขเถอะครับ

อ้อมไปซะไกลเลย ผมชอบนะกับอากาศฟ้าหลังฝนแบบนี้ มีรุ้งขึ้นมา สวยงาม ธรรมชาติช่างสรรค์สร้างเสียจริงๆ แป็บเดียวเองก็มาถึง ม.5 เทอมสองแล้ว มาร์ทหายหน้าหายตาไปเลยนะครับ...คิดถึงเหมือนกัน หุหุ (คิดถึงอะไรของนายมาร์ทหรอน้องโน่) จริงๆ นะครับ เพราะตั่งแต่เข้าค่ายเมื่อเกือบๆ ปี ที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้คุยกับมาร์ทอีกเลย หรือเป็นเพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้น จึงทำให้ไม่เจอกันมันจะดีกว่า คือก็เจอแต่ก็มิได้นำพา...เหมือนกับว่าไม่รู้จักกัน

ตอนเปิดเทอมได้ไม่กี่วัน ได้มีนักเรียนเข้ามาอยู่ใหม่กลางคัน เป็นคนเกาหลีครับแต่ก็พูดไทยได้และเค้าก็เรียนที่เมืองไทยมาตั่งแต่เด็กๆ แล้ว จึงไม่มีปัญหาด้านการเรียน แต่ผมยังมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงได้เข้ามาอยู่ในโรงเรียนนี้ได้ ยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ถ้าเส้นมันไม่ใหญ่จริงๆ ด้วยความที่ใคร่กระสันอยากจะรู้ว่าทำไม ผมห้ามใจตัวเองไม่ได้ซะแล้วครับ ผมเดินเข้าไปห้องพักอาจารย์ประจำแผนกวิชาการและการธุรการทันที (แต่จริงๆ มันก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะกว่าจะเสด็จไป)
"อาจารย์...ครับ เด็กใหม่เป็นใครกันนะครับทำไมพวกผมและประธานนักเรียนไม่ทราบ" ตอนนั้นพี่ประธานนักเรียนก็เดินเข้ามาพอดี
"เอ่อ...คือ"
"ใช่ครับ ถ้าเป็นแบบนี้พวกผมจะปกครองนักเรียนได้อย่างไร" พี่ประธานก็คงจะฉุนจัดพอๆ กัน
"คืออย่างนี้นะค่ะ นักเรียนคนนี้โรงเรียนได้รับมาเป็นกรณีพิเศษ" อาจารย์ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่กล้าๆ กลัวๆ กับคำตอบของตนเอง
"แล้วมันกรณีพิเศษยังไงล่ะครับ ช่วยอธิบายให้มันกระจ่างด้วยซิครับ" ผมถามต่อ
"ใช่ครับยังไงกันแน่"
"ผู้ปกครองของเด็กคนนั้นเสนอมาเป็นผู้อุปถัมรายใหญ่ของโรงเรียนและพ่อของเค้าก็เป็นถึงนักการเมือง"
"อ๋อ เข้าใจแล้วครับ" พี่ประธานทำท่าเข้าใจแต่ก็ "แล้วทำไมไม่มีรายงานให้รับรู้ล่ะครับ"
"อย่าไปสนใจเด็กคนนี้เลยนะคะ ไม่ยุ่งเลยจะดีกว่า" อาจารย์ทำเสียงสั่นๆ

ผมกับพี่ประธานเดินออกมาจากห้องพักอาจารย์ ด้วยสงสัยว่าทำไมจึงยุ่งไม่ได้ในเมื่อก็เป็นหนึ่งในนักเรียนเกือบๆ 3,000 คน ผมไปนั่งปรึกษากันกับกลุ่ม เราประกาศเรียกประชุมคณะประธานนักเรียนและรองประธานนักเรียนที่ห้องประชุมเล็กด่วนที่สุด ด้วยเรื่องนักเรียนเข้าใหม่

ใจความสรุปได้ดังนี้...
ในเมื่อเค้าเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ก็จะต้องอยู่ในความปกครองของรุ่นพี่ หรือ ประธานนักเรียน และเราไม่สนใจว่าเค้าจะเป็นใครและใหญ่มาจากใหน

วันรุ่งขึ้นเราเรียกนักเรียนใหม่เข้ามาคุย.
ประวัติส่วนตัวที่พอค้นหาได้จากอาจารย์ใหญ่ (มีหน้าที่หายไป 1 หน้า)
ชื่อ นาย คิม-มิน-จุน (มินจุน)
อายุ 17 ปี ส่วนสูง 178 ซม. หนัก 55 กิโลกรัม รูปร่างผอม
เชื้อชาติ ไทย-เกาหลี ศาสนา พุทธ
พ่อ...(คนไทย) แม่...(ชาวเกาหลี)
บันทึกของ ผอ. ได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ ให้เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ชั้นปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 และได้รับการยกเว้นห้ามลงโทษไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ ทั้งสิ้น.
ย้ายมาจากโรงเรียน...(ย่านฝั่งพระนคร) ด้วยเหตุ...และหน้าต่อไปก็หายไป...

สายตาที่มองพวกผมนี่เอาเรื่องมากๆ ผมเป็นคนที่ชอบการท้าทายอยู่แล้ว
"ทำไมมองเราแบบนั้น" ผมถาม
"มองไม่ได้หรอไง" เสียงกวนมากๆ
"อย่าคิดว่าจะได้รับเข้ามาเป็นกรณีพิเศษแล้วจะเบ่งอำนาจได้นะ"
"แล้วนายจะเอายังไง แต่ว่าอยู่เฉยๆ ดีกว่าม้างถ้าไม่อยากออกไปเรียนที่อื่น" มัน มันจะหมดความอดทนแล้วนะ แล้วแม็คก็เหมือนจะรู้งาน
"เฮ้ย...เข้ามาใหม่อย่ามาซ่านะโว้ย" แม็คเข้าไปกระชากคอทันที
"เฮ้ยอย่าแม็คไม่อยากมีปัญหามาก" แม็คเลยปล่อยเมื่อผมปรามไว้
"โถ่เอ้ยนึกว่าจะแน่"
"พวกนายออกไปก่อนนะเดี๋ยวเราคุยเอง" ผมให้ทุกคนออกไปรวมทั้งพี่ประธานด้วย
"มีอะไรก็ว่า"
"พวกเรากับพี่เค้าไม่ได้มีอะไรหรอก แค่ตอนนายเข้ามาจริงๆ แล้วมันต้องผ่านกรรมนักเรียนอย่างน้อย 5 คน. นี่ ผอ. สั่งโดยพละการ มันไม่ถูกต้อง กฎระเบียบก็ใช้กันมานานแล้ว"
"แล้วไงอ่ะเราไม่เข้าใจอ่ะ พวกเค้าให้เราเข้ามาเรียนที่นี่เราก็มา" มันใช้เสียงธรรมดาต่างกันเมื่อสักครู่
"ไม่ไงหรอก เรามีคำถามแค่คำถามเดียวแล้วจะไม่ถามอะไรอีกเลย"
"ว่ามาเดะ" ผมเลยยื่นแฟ้มเอกสารของมินจุน ออกมาให้ดู
"หน้านี้หายไปไหน"แล้วมินจุน ก็รับไปดู ทำหน้าคิดอยู่นิดนึงก่อนจะบอกว่า
"สาเหตุที่เราย้ายออกมาอยากรู้จริงๆ นะหรอ"
"ใช่เราอยากรู้"
".........." มินจุน ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปปิดม่านที่มีคนข้างนอกเฝ้าดูอยู่
"ปิดทำไม"
"ความลับน่ะ นายสัญญาได้มะล่ะว่าจะเก็บไว้คนเดียว"
"ได้สิ ถ้ามันจะเป็นผลเสียถ้าบอกไป" มินจุน เดินมาใกล้ๆ ผม
"ที่เรามองนายเมื่อกี้เพราะเราสงสัยว่าทำไมนายหน้าหวานจัง น่ารักด้วย เหอะๆ...ส่วนที่เราต้องย้ายโรงเรียนมาก็เพราะว่าเรากับพวกก่อการทะเลาะวิวาทและมีเด็กนักเรียนโรงเรียนนั้นตายไปคนนึง"
"อืมๆ ขอบใจนะที่ชม แต่ทำไมถึงได้ยิงล่ะ" ผมชักไม่แน่ใจแล้วที่จะถามต่อ
"ก็เรื่องศักดิ์ศรีน่ะ มันห้ามไม่อยู่ไม่ได้อยากจะยิงหรอกถ้ามันไม่ชักปืนมายิงเราก่อนแต่พลาด"
"แล้วนายจะทำแบบนั้นที่นี่รึเปล่า" ผมอยากทราบเพื่อความอุ่นใจ
"ถ้าไม่มีอะไรมากดดันให้เราทำเราก็ไม่ทำหรอก" โล่งอกอย่างน้อยจะได้รู้และพร้อมจะรับปัญหาของ มินจุน คนใจร้อนคนนี้แล้ว ผมจะได้ไม่พยายามทำอะไรให้มีการกดดันกับมินจุน
"งั้นไม่มีอะไรแล้วนายไปเรียนเถอะนะ" ผมกำลังจะเปิดประตูออก
"เดี๋ยวนายชื่ออะไร" มินจุนถามผม
"โน่"
"ยินดีที่ได้รู้จักนะโน่"
"ยินดีเช่นกันนะ มีปัญหาอะไรก็มาคุยกับเราได้นะ"
เราเดินกอดคอกันออกมานอกห้อง...คนอื่นๆ ก็งงๆ ว่ามันไปญาตดีกันตอนไหน พอส่งมินจุน ไปเพื่อนๆ กับพี่ประธานก็มาถามผม แต่ผมก็บอกไปทำนองว่าบ้านไกลเลยย้ายมาเรียนที่นี่



ต้อนรับเด็กใหม่หน่อยนะครับ...มินจุน เด็กลูกครึ่งเกาหลีคนนี้จะมาเป็นส่วนหนึ่งในของชีวิตของผม

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 17

ช่วงที่หาเสียงนี่ เข้มข้น แข่ง แย่งชิงกันอย่างกับการลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็สนุกดีครับได้เรียนรู้อะไรใหม่ ที่บางครั้งบางทีถ้าเราไม่มาถึงจุดนี้เราก็ไสมารถรับรู้ได้เลยว่าเราจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง แต่แล้วจนแล้วจนรอดผมก็ได้แค่รองประธานนักเรียน คนที่ได้ก็คือพวกที่ไม่มีประวัติอันด่างพร้อย รุ่นใหญ่ครับ พี่ ม.6 ได้ไป แพ้กันแค่ไม่ถึง 50 คะแนนด้วยซ้ำ แต่ยอมรับว่าเค้าดีจริงๆ นะ ทำไปทำมาเหมือนกับว่าผมจะทำงานหนักกว่าประธานซะอีก ชอบๆ เหนื่อยดี มีเลขาครับ ก็น้องนายนี่แหละ ส่วนที่ปรึกษาทีมผมก็แม็ค ไอ้แอ็ดและไอ้แมน สองตัวสุดท้ายนี้ขาดไม่ได้ครับเอาไว้เป็นปากเสียงเถียงแข่งกับประธานเวลามันขัดผมหรือขัดใจท่านประธานมัน แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันอยู่ดีมีสุขครับ



พอได้รับตำแหน่งและวางตัวหมากในการทำงานให้แต่ละคนได้รับผิดชอบกันแล้ว ผมจะเป็นคนจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อม ดูแลความเรียบร้อยในกิจกรรมทุกอย่าง ทีมของผมก็มีประมาณนี้แหละครับ ส่วนประธานนักเรียนก็ทำกิจกรรมเกี่ยวกับด้านวิชาการ ติดต่อสื่อสารกับคณาอาจารย์ การเบิกจ่ายนี่ไม่มีขาดตกบกพร่องต้องยกให้น้องนายครับ เก่งตัวเลขซะเหลือเกิน ผมว่าผมรอบคอบเรื่องนี้แล้วนะครับแต่ผมก็ใช้เงินไม่ค่อยมีระเบียบเท่าไหร่ น้องนายกับแม็คมักจะหายตัวกันไปเพื่อตรวจเช็คราคาตามตลาดต่างๆ เผื่อเวลาที่จะต้องการอะไรจะได้รู้ว่าที่ไหนราคาดีที่สุดและของที่ได้มาก็จะมีคุณภาพ



ถึงจะทำงานหนัก เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้กับประธานก็ตาม ผมยังเพิ่มความมันให้กับตัวเองด้วยกับการลงแข่งบาส ผมชอบบาสเล่นทีไรได้เสียงกรี๊ดจากพวกสาวแท้สาวเทียมที่มีอยู่จำนวนมากในโรงเรียน แต่โชคดีของผมแหละครับที่ไม่ต้องไปคุมเชียร์ หรือทำอะไรที่มีคนคอยควบคุม เราเป็นหัวหน้าแล้วเราลงสมัครไปก็เป็นกัปตันทีมไปโดยปริยาย



นักเรียนโรงเรียนนี้เยอะนะ ควบคุมยากนิดหน่อย แต่ก็เชื่อฟังกันดีครับ กีฬาสีของโรงเรียนจะมีครบ 5 สี เลยหล่ะครับ มีสีแดง, สีเขียว, สีฟ้า, สีชมพู และสีเหลือง จะมีสีน้ำตาลเป็นสตาฟ สตาฟสามารถลงแข่งได้ เป็นหลีดได้ กีฬาของเราก็มีหลากหลาย ทั้งว่ายน้ำ แบทนิลตัน เบตอง บาสเกตบอล บอล ปิงปอง บอลเล่ ฯลฯ มีอีกนะไอ้กีฬาที่โรงเรียนอื่นเค้าไม่มีกันก็จะพวกแข่งกิน ของกินที่เอามาแข่งก็พวกขนมไทยโบราณทั้งหลายที่มันค่อนข้างฝืดคอหน่อยครับ อันนี้ผมไม่ลงเด็ดขาดเพราะเคยลงตอน ม.3 ผมกินจนอวกเข็ดขยาดเลย แถมมีคนที่ตอนนั้นไม่ชอบผมเยอะด้วยมันแกล้งให้ผมทานเยอะกว่าใครกลับบ้านไปท้องเสีย เป็นไข้ด้วย ไม่เอาๆ อีกแล้ว เล่นบาสดีกว่าจับโยน จับแย่ง หลบซ้ายแลขวา โอ้ยมัน...ไม่ค่อยได้ซ้อมครับแต่ชอบเป็นการส่วนตัว รู้กติกาดีอะไรที่โกงได้ผมโกง ใครจะหาว่ายังไงก็เหอะ มีแผลกลับบ้านไปฝากเป็นที่ระลึกสะใจผม แต่ก็ไม่มีใครจับได้หรอกครับ ปีนี้ก็ไม่ต่างจากปีก่อนๆ ตรงที่มันก็คือการควบคุมของรุ่น ม.6 แต่ก่อนทุกปีมีกฎกติกาอย่างไรก็มีอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง มีแค่ที่ต่างกันตรงที่คนที่คอยเป็นคนคุมกฎจะเข้มงวดกวดขันกันมากน้อยเพียงไร

ผมขอตัดส่วนที่เป็นรอบคัดเลือก หรือการแข่งขันกีฬาทุกประเภทที่แข่งคัดเลือกเพื่อเข้าชิงชนะเลิศไปนะ พอมาถึงวันแข่งวันสุดท้าย แน่นอนทีมผมชนะขาดลอย ไม่มีเสมอหรือเกือบแพ้แม้แต่ครั้งเดียว ผมเข้าร่วมกับทีมสตาฟ สีพิเศษแต่ก็แข่งในรุ่นซีเนี่ยไม่ได้ลงไปแข่งกับเด็กๆ มันไม่แฟร์สำหรับพวกเค้า คนที่เชียร์มักจะพร้อมใจกันเชียร์แต่ทีมสตาฟ สีน้ำตาลกันแทบทั้งสิ้นแม้จะไม่ได้อยู่สีนี้ก็เหอะ สีที่ได้รางวัลมากที่สุดคือสีแดง ตามมาด้วยสีน้ำตาล สุดท้ายที่สีเขียว สีที่ได้รางวัลน้อยที่สุดได้แก่สีฟ้า ส่วนอีกสองสี เท่ากันเลยได้ที่ 4 รวม.

พอหลังจากงานกีฬาสีผ่านพ้นไป ก็เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว ใครที่ลงกิจกรรมเยอะๆ จะมีคะแนนพิเศษ พวกนี้มักจะสอบผ่านทุกวิชา ส่วนที่เรียนดีอยู่แล้วก็บวกเข้าไปดียิ่งขึ้น ผมสอบเทอมนี้ผลเกรดเฉลี่ย เท่าเดิมครับยังคงครองอันดับที่ 6 ของสาย แต่คนที่ตีตื้นขึ้นมาแรงที่สุด และเป็นที่จับตามองในสายตาของระดับชั้นก็แม็๕นี่แหละครับ ได้ที่ 7 ตามติดผมมา เสียวสันหลังวาบๆ โดนมันแซงเมื่อไหร่แม่บอกพิจารณาตัวเองได้แล้วนะลูก เหอะๆ ผมมีหรอจะยอมแพ้ถึงผมจะโดนเบียดมาอย่างกระชั้นชิดก็เหอะ ผมยังมีเกรดเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ ม.4 มากกว่าครับ แซงได้เมื่อไหร่ค่อยมาเทียบชั้น ช่วงนี้ไม่ค่อยได้คุยกับแม็คเท่าไหร่ ผมลงเรียนติวเพิ่ม ภาษากับฟิสิกผมยังอ่อนวิทฯ ก็แย่ลงเรื่อยๆ เลยบอกแม่ว่าผมจะเรียนเพิ่ม อีกอย่างเริ่มอ่านหนังสือไม่ค่อยเข้าใจเอง มันยากจริงๆ ครับ ม.5 เนี่ย เห็นรุ่นพี่หลายคนที่ผ่านตรงนี้ไปแล้วบอกว่า ม.5 นี่มันอยู่ตรงกลางค่อนข้างที่จะมีอะไรเปลี่ยนเยอะ ผมก็ว่าจริง ส่วนที่ขึ้น ม.6 ไปแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่แต่ก็อย่าไว้ใจมันมีทีเผลอที่เราไว้ใจตัวเองมากเกินไปจนไม่ทันเรียน ไอ้ไม่ทันก็เพราะ ม.6 เค้าค่อนข้างจะปล่อยนะครับ จะเป็นแบบว่าให้ตามเก็บคะแนนกันสุดๆ เรียนน้อย การบ้านน้อย แต่สอบนี่เอากันเข้าทีนะ ไม่มีปัดครับคะแนนเนี่ย ถึงจะคิดว่าสนิทกับอาจารย์หรือจะพ่อคุณใหญ่มาจากไหนก็ไม่รอดหรอกถ้าไม่ใส่ใจตัวเองกับการเรียนให้ดี ผมยังไม่คิดไปถึงตรงนั้นครับตอนนี้เพราะยังอีกนาน

ปิดเทอมแรกก็ไม่ได้ไปเที่ยวอย่างกับปีที่แล้ว ผมลงเรียนติวเต็มทุกวิชาที่สำคัญ และกลับบ้านมาก็อ่านหนังสือหรือไม่ก็ฟังบรรยายภาษาอังกฤษของท่านแม่ เกมส์ไม่ได้แตะเลยครับ

เออลืมเลยครับอาทิตย์ก่อนเครื่องแอบเปิ่ลที่พีมให้ไว้ไฟตกและกระชากตอนไฟมาครับ เช็คดูไม่มีอะไรเสียหายมาแค่เพาเวอร์ซัพพลาร์ยไหม้ ทีแรกก็ใจหายเหมือนกันคิดว่าพังไปแล้วมันเปิดไม่ติดเลย ผมร้องไห้แน่เลยยิ่งเครียดๆ อยู่ พอเอาไปซ่อมก็ตามอาการครับไม่มีอะไรเสียหายมาก แต่อะไหล่มันแพงอ่ะ เค้าบอกว่าต้องรอเบิกจากประเทศผู้ผลิตอย่างเดียว มันตกรุ่นแล้วอีกอย่างบ้านเราไม่ค่อยใช้กันเท่าไหร่เลยไม่มีอะไหล่มือสอง

ช่วงนี้ผมห่างๆ จากพลอยเพราะการเรียน แต่ก็มีคุยบ้างพลอยก็บ่นอยู่ว่าเหงา แต่ทำยังไงได้ครับการเรียนผมแย่ลงเห็นๆ บางทีไปเรียนพิเศษแล้วไม่เข้าใจต้องมาถามแม่อีกที และก็มีบางครั้งที่แม่ก็ไม่ทราบเพราะวิชาที่ถามไปแม่ไม่ถนัด ท่านก็เสริมว่าอย่าเคลียกับการเรียนให้มากนัก ไม่ไหวก็ไปพักซะบ้าง แต่ผมมันพวกดันทุรังครับผมจะเอาชนะให้ได้ ไม่มีทางออกผมก็นั่งเคลียดจนทำให้แม่เคลียดไปด้วย ผมไม่อยากให้ท่านมาเคลียดเพราะผมผมเลยยิ่งเคลียด แต่พอเปิดเทอมมาก็ดีขึ้นครับ เพราะที่อาจารย์สอนอยู่ผมได้เรียนรู้มาก่อนจากเรียนพิเศษแล้ว ได้เสริมที่โรงเรียนผมเลยได้ความกระจ่างอันไหนที่ผมเรียนไม่รู้เรื่องก็รู้เรื่องได้ดี ผมหายเคลียดแม่ผมก็หายเคลียด พอหายเคลียดแฟนก็กลับมา เหอะๆ...ทีนี้ผมเลยลงเรียนน้อยลง แบ่งเวลาให้กับการเที่ยว ตะเร็ดเตร็ดเตร่ในยามเย็น ตามห้างต่างๆ กับแฟนสุดสวย



จบอีกตอนแล้วครับ

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 16

ก็กลับมาสู่วันเวลาปกติแล้วนะครับ...คิดๆ ดูแล้วท่านที่อ่านก็คงจะพอทราบได้ว่าผมก็เคยมีคนรักเป็นผู้ชายมาก่อนแล้ว แต่คุณๆ คงจะมีคำถามที่ว่า ทำไมผมถึงได้ปฎิเสธตัวเองหรือคนอื่นไปตลอดว่าผมไม่เคยชอบผู้ชายและเคยรังเกียดแม็คด้วย ผมมีเหตุผลที่ผมทราบดีว่าทำไม

เพราะว่า...การที่ผมจะรักใครมากๆ หรืออะไรที่ผมไม่ยอมรับ ผมจะไม่รับมันเลย และพีมเค้าก็เป็นคนที่ดีมากๆ ดีกว่าแม็ค ดีกว่ามาร์ท เค้าสอนให้ผมได้มาเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ เรามีความผูกพันธ์กันมากๆ ต้องเน้ามากๆ นะครับ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาแค่ 2 ปี เท่านั้น และผมยอมรับรักผู้ชายคนนั้นได้แค่คนเดียว แต่มาพักหลังนี่สิ่แวดล้อมและสถานการณ์มันพาไปทั้งนั้นเลยไม่ได้มาจากความรักข้างใน แต่ก็ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ผมยอมรับแล้วครับว่าผมก็เป็นเกย์ แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายโหยหาผู้หญิงมาเป็นไม้กันผี เผื่อเพื่อนๆ ถามว่าหน้าตามึงขั้นเทพ ทำไมไม่มีแฟนสวยๆ มาให้เชยชมกันบ้าง ผมจะตอบยังไงล่ะครับ

ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว...
ผมจะแวะไปที่โรงเรียนบ่อยๆ เพื่อไปช่วยอาจารย์เตรียมการต้องรับนักเรียนใหม่ตอนเปิดเทอม เหนื่อยนะครับแต่ก็ชอบทำได้หน้าดีผมชอบ เหอะๆ...ผมลากแม็คกับนายมาด้วยนะ แต่ก็อีกแหละครับสองคนนั้นไม่ค่อยจะได้ช่วยอะไรเลย สวีทกันอยู่นั่นแหละ พี่แม็คครับน้องนายข๋า อวกจะแตกวันละหลายๆ รอบ

ผมมีกุญแจโรงยิม ห้องกิจกรรม ห้องประชุม ห้องโสต รวมทั้งกุญแจโรงเรียน ผมมีไว้ในครอบครองตั้งแต่ ม.3 แล้วครับ ไม่ใช่อะไรหรอกเผื่อไว้สำรองหนึ่ง แล้วเผื่อมีงานต้องเคลียก็จะพกไว้อุ่นใจเสมอ

ช่วงปิดเทอมรถไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ผมเอารถออกมาได้ แต่ก็ต้องออกเป็นเวลานะ เดี๋ยวโดนคุณตำรวจจับเอา ผมจะจัดดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยในห้องต่างๆ มีคนช่วยเยอะแยะเลยครับไม่ต้องห่วง พวกอยากได้หน้าอย่างผมมีเยอะ แต่หัวเรี่ยวหัวแรงก็จะเป็นผมส่วนใหญ่ ผมจะรับงานจากอาจารย์มาอีกทอดนึงแล้วไปสั่ง ต้องใช้คำว่าสั่งครับ ในฐานะว่าที่ประธานนักเรียน 555+ ผมสั่งได้ คิดเล่นๆ ครับว่า ม.5 จะลงสมัครดู จะอยู่พรรคไหนดีน้าระหว่างดีพัพบริกันกับเดโมแครท หึหึ...ผมไปช่วยอาจารย์ตั้งแต่ 7.00 น. จนถึง 18.00 น. เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วก็เปิดเทอม

วันแรกพอ ผอ.พูดต้อนรับนักเรียนใหม่ก็กล่าวทักทายเด็กเก่า ผมยืนอยู่หลังท่าน ผอ. ซึ่งท่านทำหน้างงเมื่อหันมาเจอกับผม เพราะอาจารย์หลายท่านบอกว่าผมเป็นคนกำกับดูแลสถานที่ให้ในช่วงปิดเทมอ ท่านถามผมเบาๆ ว่า "เพิ่งเข้าปีนี้เป็นปีแรกหรอ" ผมหน้าจ๋อยเลยตอบไปว่า "ผมเรียนที่นี่ตั่งแต่ ม.1 แล้วครับ" แล้วท่านก็หันกลับไป ท่านคงจะคิดนะครับว่าทำไมไม่เคยเห็นหน้า

วันแรกไม่มีอะไรมากมาย แค่แจกตารางเรียนผมมีแล้ว แฮฟมาตอนช่วยอาจารย์ตรวจตารางเรียน ให้แนะนำตัวเพื่อนๆ แล้วเตรียมกิจกรรม อีก 2 วัน จะมีว่าที่ประธานนักเรียนมาหาเสียง อีก 1 สัปดาห์เลือกตั้ง เรียนวันละ 8 คาบ คาบละ 50 นาที มีกิจกรรมมากมายหลังเลิกเรียน เตรียมจัดงานกีฬาสีในอีก 2 เดือนข้างหน้า อะไรพวกนี้ผมช่ำชองมานักต่อนักแล้วครับ ผมเลยไม่สนใจที่จะอยู่ฟังเลยสักหน่อย ผมเดินไปดูน้องนายที่ห้องก็เห็นทำท่าทางสนใจในสิ่งต่างๆ ที่อาจารย์ ผมเดินเข้าไปในห้อง คนไหนที่เคยเจอตอน ม.3 ก็กล่าวทักทายหวัดดีรุ่นพี่จอมโหดอย่างผม คนที่สอบเข้ามาปีแรกก็จะหวัดดีตามเพราะคิดว่าผมเป็นประธานนักเรียน
"เอ่อ...ขอโทดครับอาจารย์"
"อ้าวนายสุทธิศักดิ์ มีอะไรรึ"
"อาจารย์ครับผมขอฝากนายศุภวุฒิด้วยนะครับ"
"ได้สิได้เลย คนไหนนะ อ๋อคนนี้ใช่มั้ย"
"ใช่ครับ"
"ดูเรียบร้อยและน่ารักแบบนี้ท่าทางจะเรียนเก่งนะเราไม่เกเรเหมือนพี่เค้านะลูก" อาจารย์ชมหรือด่าผมเนี่ย ผมอายเค้านะ
"กิจกรรมอะไรมาให้ลงให้หมดเลยนะครับจะได้ไม่มีเวลาไปเกเรที่ไหน" ที่จริงผมดักคอไอ้แม็คครับ อีกอย่างจะได้ตั้งใจเรียน
"โห่พี่โน่ก็"
หลายคนในห้องก็มองแต่น้องนาย วันนี้ผมเลยถือวิสาสะหาเสียงเลยแล้วกัน
"น้องๆ ครับเลือกพี่เป็นประธานนักเรียนนะครับ พี่เลข 8 เลขนำโชคพี่เลยนะเนี่ย"
"นี่เธอยังไม่ถึงเวลาหาเสียงนะ ผิดกติกานี่" อาจารย์เอ็ดผมครับ ผมก็แหย่ๆ เล่นไปงั้นแหละ แล้วเดินไปห้องอื่นๆ ที่ผมสามารถแซวอาจารย์เล่นได้




จบตอนนะครับ

แบบเรียนที่ 15 (เดียวดาย)

ตอน "เดียวดาย" ตอนแรกก็ผ่านพ้นไป 1 ปี
สำหรับแบบเรียนที่เป็นบทเรียนรู้ที่ไม่สามารถที่จะกลับไปแก้ไขได้แล้ว
มันเป็นบทเรียนอันมีค่าสำหรับผม และที่จะทำได้ก็แค่เพียงเริ่มต้นใหม่กับสิ่งใหม่ๆ
ไม่คิดกลับไปทำสิ่งเลวร้ายอีก
แต่นำสิ่งนั้นมาเป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้คิดว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันดีหรือ.
แล้วจะทำอย่างไรให้สิ่งที่จะทำต่อไปไม่กลับมาซ้ำรอยเดิมอีก
ผมพยายามตีตัวออกห่างจากเพื่อนๆ กลุ่มเดิม จนในที่สุดก็ออกมาอยู่นอกกลุ่ม

เปิดเทอม ขึ้น ม.2 แล้ว...วันแรกๆ เพื่อนๆ
ที่เคยอยู่ห้องเดียวกันมาก็กระจัดกระจายไปกันหมด ผมได้อยู่ห้อง ม.2/5
ตีตื้นขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง
เพื่อนที่อยู่ห้องเดิมที่ได้มาอยู่ห้องเดียวกันกับผมส่วนมากก็พวกที่นั่งอยู่หน้าห้องซึ่งก็ไม่ค่อยถูกชะตากันเท่าไหร่
แต่พอมาอยู่ในระดับเดียวกันแล้วผมก็สามารถทำตัวกลมกลืนได้ดี
ผมปรับตัวให้เข้ากับพวกนี้ได้ก็เนื่องจากการทำกิจกรรมเกี่ยวกับวิชาการทั้งสิ้น
ผมได้รับคำชมเชย และระดับความนิยมชมชอบจากบรรดาเพื่อนๆ และคณาจารย์ทั้งหลาย
อาจารย์หลายท่านพอใจที่เห็นผมทำตัวดีขึ้นมามากเหมือนโดนล้างสมองมาก็ไม่ปราน
อาจารย์ตอน ม.1
ก็ถามหลายท่านว่าทำไมไปทำอะไรมาหรือโดนที่บ้านดัดสันดานจนกลายเป็นคนละคนได้ถึงเพียงนี้
ผมก็ยิ้มๆ แบบอายๆ ไปว่า "ไม่หรอกครับ ตัวของผม
ผมจะเป็นอะไรมันอยู่ที่ตัวของผมเองไม่เกี่ยวกับใครทั้งสิ้น" อาจารย์ตอกกลับมาอีกว่า
ถึงจะเปลี่ยนไปปากก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ ใช่ครับ...ถึงผมจะมีอะไรหลายๆ
อย่างที่ทำให้หลายๆ ยอมรับว่าดีขึ้นแต่ปากผมก็เหมือนเดิมครับ
อีกอย่างก็ยังมีบ้างที่อาจจะใจร้อนไปบ้าง
จนบางทีก็ชกต่อยกับเพื่อนในห้องหรือนอกห้อง ก็โดนว่าไปตามระเบียบ
แต่ที่ผมขอกับอาจารย์ไว้แค่เพียงว่า
"การกระทำของผมไม่เกี่ยวกับผู้ปกครองของผมให้ลงโทษที่ตัวผมไม่ต้องไปถึงผู้ปกครอง"

ยังเหมือนเดิมครับกับเลคเชอร์หรือกระดาษพับนก ก็ยังมีมาให้อยู่ได้ทุกวัน
ผมก็ตั้งใจอ่านขึ้น พีม...พีมเค้าจะเป็นแบบว่า เรื่อยๆ
ไม่ตกหรือหย่อนไปทางใดทางหนึ่ง ผมสนิทกับเค้ามากขึ้น
เพื่อนในห้องเค้าก็มีที่คุยกับผม บางคนก็ยังมีอคติกับผมบ้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ตอนเย็นๆ ผมมักจะนั่งติวกับพีมเพื่อรอเวลาคนรถของบ้านพีมมารับ
บ้านผมกับเค้าคนละทางครับ และไม่เคยขอให้ไปส่งเพราะไม่ใช่เรื่อง
ไม่นาน...ความสนิทกันทำให้พักหลังมาพีมก็จะมานั่งติวหนังสือให้ผมที่บ้านรอคนรถมารับที่บ้านผมเลย
พีมจะแวะหน้าปากซอยซื้อขนมมากินกันทุกวัน ผมก็พลอยได้อานิสงค์ไปด้วย
อิ่มหมีพลีมัน...

ปีนี้แม่ผมได้เลื่อนขั้นเป็น ผอ. เงินเดือนก็ขึ้น
เราซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่เข้าบ้านเพื่อต้อนรับตำแหน่งใหม่ของแม่
แม่ซื้อคอมเครื่อใหม่ให้ผม (ก็เครื่องที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้หล่ะครับ)
ผมดีใจสุดๆ เลยตอนนั้น คอมรุ่นใหม่เล่นเกมส์แรงๆ ได้สบายเลย

ผลการเรียน ม.2 เทอมแรกผมได้เกรดเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ผมได้ 3.23
การแต่งตัวของผมก็ดูจะถูกระเบียบกับทางโรงเรียนมากขึ้น
อืม...พักหลังมานี้พีมชอบพาผมไปเดินสยาม พีมบอกว่าผมแต่งตัวเหมือนเด็กกระโปโลเลย
ผมก็เลยโละเสื้อผ้าในตู้หมดเหลือแค่ที่ใหม่ๆ และใส่อยู่บ้าน
ผมขอเงินแม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ผมเลือกที่จะซื้อในห้างดังๆ ทั้งหลายแหล่ หมดไปเกือบๆ
หมื่นบาท ก็ได้แค่เสื้อลดราคาหล่ะครับ พอสมใจอยากแล้วผมก็ใส่มาโชว์พีม
พีมหัวเราะกับความที่ผมเหมือนกับเด็กที่อยากได้อะไรก็ซื้อๆๆๆ แต่ก็ดูดีกว่าเดิมแยะ
เราตัวแทบติดกันเวลาไปไหนมาไหน กลับบ้านแล้วยังโทรหากันอีก

มีอยู่วันนึงพีมมาที่บ้านผมตอนเช้าวันเสาร์บอกว่าที่บ้านไม่มีคนอยู่เลยไปต่างจังหวัดกันหมด
จะกลับก็วันอังคาร แต่เราต้องไปเรียนวันจันทร์เลยไม่ได้ไปด้วย
พีมบอกให้เราไปอยู่ที่บ้านเป็นเพื่อน (ผมจะได้ไปบ้านพีมครั้งแรกครับ)
ผมขอแม่แม่ก็โอเค แม่ก็ติดงานเหมือนกันต้องไปดูงานหลายที่คงไม่ได้อยู่บ้านเหมือนกัน
ผมเลยเอาชุดนักเรียนแพ็คใส่กระเป๋าเป้คู่ใจ แล้วนั่งแท็กซี่ไปบ้านพีมกับพีมทันที
พอมาถึงหน้าบ้านพีม ซึ่งอยู่ย่านสีลมแถวนั้น
เป็นบ้านเดี่ยวประตูรั้วแสตนเลสขนาดใหญ่
มีป้ายหินอ่อนขนาดใหญ่เช่นกันที่หน้าบ้านเขียนว่า "บ้านพิบูลธนะทรัพย์"
พอคนในบ้านมาเปิดประตูให้ โหยไม่อยากเชื่อบ้านทรงยุโรปสวยมากๆ พอเข้าไปในตัวบ้าน
ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา และสะอาดทุกระเบียดนิ้ว
พีมพาผมขึ้นไปบนห้องเค้าแต่ก่อนขึ้นไปได้บอกกับคนใช้ให้เอาน้ำกับขนมมารับแขกด้วย
เสียงพีมดุมากๆ คนใช้ก็ค่ะๆ ทุกคำ ไม่มีเถียงสักคำ
พอขึ้นไปบนห้องก็ไม่ต่างจากที่เห็นตัวบ้านมา
หรูทุกอย่างเตียงนอนยังเป็นเตียงแบบหรูๆ ผ้ากำมะหยี่สีแดงจัดจ้าน ขอบเตียงสีทองอร่าม
พื้นห้องปูด้วยหินอ่อนแต่ทับไว้ด้วยขนสัตว์ราคาแพงๆ ผมเดินไปสะดุดอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์
ว้าว...แอบเปิ่ล งามจริงๆ
ผมยืนพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งพีมก็ทักจนผมสะดุ้งตกใจทีเดียว "ชอบหรอ
ชอบก็เปิดเล่นสิ" ผมหันไปยิ้มกับพีม แล้วนั่งลงที่เก้าอี้หนังนุ่มๆ
แล้วหาปุ่มเปิดไอ้เจ้าแอบเปิ่ล ผมเหมือนลาโง่เลยครับ ไม่รู้จะทำไงดีไม่มีปุ่มอ่ะ
ผมก้มๆ เงยๆ อยู่จนพีมทักอีก "หาที่เปิดไม่เจอหรอ" ผมเกาหัวยิกๆ
ทำให้พีมหัวเราะชอบใจกับความซื่อของผม "ระบบสัมผัสน่ะ"มันเป็นรุ่นที่ไม่มีขายในเมืองไทยนำเข้ามาจากอเมริกา
พีมเดินมาแล้วเอานิ้วไปจิ้มตรงกลางกลมๆ ฐานหน้าจอ (หัวใจแอบเปิ่ล)
แล้วมันก็เปิดขึ้นมา โหยเกิดมาก็เพิ่งจะเคยพบเคยเห็น พอโหลดเสร็จผมก็งงเข้าไปอีก
นี่มันไม่ใช่วินโดวที่เคยเห็นนี่นา มันเป็น แม็กโอเอส...อะไรเนี่ยแหละ ผมกดเล่นๆ
ไปอ่านคำแนะนำไปตามภาษาอังกฤษ ดีนะที่อ่านออก จนได้เล่นเกมส์ ซึ่งเกมส์ก็จะเหมือนๆ
กับที่เคยเล่นแต่ภาพและลูกเล่นแพรวพราวกว่า ละเอียดกว่า
นั่งเล่นจนดึกยังไม่เบื่อเลย พีมโทรลงไปให้คนใช้เอาอาหารมาให้ทานบนห้อง
อาหารที่นี่ไม่ต่างจากอาหารในโรงแรงหรูๆ อร่อยๆ จาน ชาม ช้อนก็ดูมีคราสไปหมด
ผมทานเสร็จก็ไปอาบน้ำพีมเตรียมชุดไว้ให้แล้ว
ส่วนที่เอามาพีมให้แม่บ้านเอาไปซักใหม่แล้วก็รีดใหม่ด้วย
ชีวิตพีมนี่สบายเนอะ...ผมถามพีม
พีมก็บอกก็สบายนะแต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่ทำอะไรที่มันมากกว่านี้ไม่ได้
คือทำเหมือนที่ผมทำ ทำอะไรที่มันฟรีสไตด์ ที่มันโลดโผนโจนทยานมากไม่ได้
ผมก็เลยได้รู้ว่าพีมก็มีจุดบอดเหมือนกันสินะ พีมหันไปที่ลิ้นชักหัวเตียง
แล้วหยิบกล่องเล็กๆ ขนาดเท่ากับกล่องใส่แก้วได้ 1 ใบ.
"โน่เราให้" พีมส่งให้ผม
"อะไรหรอ" ผมยังงงและไม่รู้ว่าในนั้นมีอะไร แล้วให้เนื่องในวันอะไร
"เปิดดูสิ" ผมแกะ เอ้ย...เปิดออกมาดู ก็เห็นเป็นนาฬิกา "คาสิโอ้"
รุ่นใหม่
"ท่าทางจะแพงนะ เอาคืนไปเถอะเรากลัวรักษามันไม่ได้น่ะ"
"ของใช้น่ะมันก็ต้องมีพังบ้าง เอางี้แล้วกันให้เป็นของขวัญวันเกิดนะ
อีกไม่กี่วันก็ถึงแล้วนี่" พีมรู้ได้ไงน่ะไม่เคยบอก
"จริงหรอ งั้นขอบคุณนะ" ผมเอาออกจากกล่องแล้วใส่ทันที เหมาะมือครับ
สายหนังสีดำตัดกับแขนขาวๆ ของผม (ทุกวันนี้ผมก็ใส่นะ เรือนที่ผมกล่าวถึงบ่อยๆ
น่ะ)

เรานอนคุยกันสักพัก ก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้แค่ว่าดึกมากๆนะที่หลับไปน่ะ
ตื่นขึ้นมา ผมรู้สึกหนักๆ ตัวครับ พีมนอนกอดผมอยู่ ผมก็คิดแค่ว่าเพื่อนกัน
พีมคงติดหมอนข้างน่ะ แต่มืออ่ะเดะ...กุมอยู่ตรงเป้าผมพอดีเลยครับ
แล้วไอ้ตอนใกล้เช้าแบบนี้ ปวดฉี่ครับ มันเลยขยายตัวขึ้นมา
ดันจนมือพีมสูงขึ้นเลยหล่ะ
แหะๆ...ชุดนอนที่พีมให้ใส่ไม่ได้ให้กางเกงในมาด้วยน่ะสิ
พีมซุกเข้ามามากขึ้นตรงซอกคอ ผมงี้ขนลุกไปหมด
นี่มันอะไรกันเนี่ย...พีมหลับจริงหรือเปล่า ผมพยายามพลิกตัวออก แต่พีมก็กดเอาไว้
ไม่ว่าด้วยความที่หลับหรือไม่ทราบได้ พีมเขยิบตัวชิดตามติดมาด้วย
พอตัวผมพลิกจนเหมือนกับตะแคงเราก็เลยเท่ากับว่าเรานอนตะแคงกันทั้งคู่
ผมรู้สึกว่ามีอะไรแข็งๆ มาทาบตรงก้นผม ผมสะดุ้งโหยง
แล้วตัดสินใจลุกขึ้นเข้าห้องน้ำทันที ผมฉี่นานมากๆ คือฉี่เสร็จแล้วหล่ะครับ
แต่ของผมมันไม่ลงสักที ยังตุงๆ อยู่เลย ถือเดินออกไปถ้าพีมตื่นมาเห็นได้หัวเราะเยาะ
หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ ผมนั่งสงบสติอารมณ์ที่โถชักโครกสักพัก
ก็สงบลงบ้างแต่ยังตึงๆ อยู่ครับ ผมเดินออกจากห้องน้ำ ง่วงอยู่เลยนอนต่อ
ก็มันนอนสบายนี่นา...ผมนอนลงที่เดิม ก็ไม่ได้คิดว่าพีมจะเป็นเกย์
ไม่รู้และก็ไม่อยากรู้ด้วย
ผมนอนไปสักพักตื่นมาแล้วก็นอนไม่หลับแล้วเหมือนตอนอยู่บ้านตัวเองหล่ะครับถ้าตื่นก็คือไม่นอนต่อแล้ว
แต่ก็นอนเล่นไปคิดอะไรไปเรื่อยๆ ไอ้เรื่อยๆ จนได้เรื่องแหละครับ
สักพักพีมก็เลื่อยมือมากอดผม ผมก็เฉยๆ คิดว่าคงหาหมอนข้าง
แล้วมือนั้นก็ไหลลงไปเรื่อยๆ จากหน้าอกลงไปที่หน้าท้องจนไปถึงขอบกางเกง
มีันต้องมีสะดุดบ้างสิน่า ขนก็ลุก เสียวก็เสียว แต่อยากลองดูว่าพีมจะทำอะไร
จะลองทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ดูซิ พีมเลื่อนมือลงไปถึงไอ้นั่นของผม
พีมวางมือไว้อย่างนั้นสักพักแล้วบีบครับ บีบเบาๆ แล้วคลึงๆ
จนมันแข็งขึ้นมาคราวนี้ผมรู้เลยครับว่าไอ้ทีแรกที่พีมกุมไว้ก็ไม่ได้หลับนี่นา
พาพีมตั้งลำของผมให้เข้ากับมือเค้าได้ก็จับมันรูดช้าๆ นอนกางเกง
พีมขยับตัวเอาขาข้างนึงมาพาดกับขาผมเอาไว้ ของพีมก็เลยชนกับขาผม
มือผมก็ดันวางไว้ข้างลำตัวด้วยสิ เลยพาดลงมากลางอุ้งมือผมพอดีเลย
ใหญ่ยาวจนเกินฝ่ามือผมอีกครับ
พีมคงจับจนสมใจอยากก็เลยเอามือล้วงเข้าไปในกางเกง
พีมจับของผมที่ตอนนั้นหนังหุ้มปลายยังห่อมิดชิดอยู่เลยครับ แต่ก็ยาวใหญ่พอตัวหล่ะ
พีมพยายามจะรูดมันลง แต่มันไม่เคยนี่ครับจะรูดได้ไงผมก็เลยได้เจ็บน่ะสิ
สะดุ้งตัวบ้างที่พีมรูดแรงๆ
ผมเสียวจนน้ำจะออกหลายครั้งแล้วแต่พีมเหมือนจะรู้หยุดทำแล้วไปคลึงไข่ผมเล่น
อีกมือพีมก็จับมือผมที่พาดอยู่เอาไปจับของพีมบ้าง ผมก็ปล่อยหลุดทุกครั้ง
(ไม่เอาอ่ะ) แต่พอหลายๆ ครั้งก็รำคาญครับ
จับเลยแต่จับแบบเหมือนละเมอนะครับจับไว้เฉย พีมก็จับมือผมให้เหมือนกับชักให้พีม
สักพักพีมก็พยายามอีกโดยการดึงกางเกงผมออก
เอาออกไม่ยากหรอกครับเพราะมันหลวมอยู่แล้ว ผมตัวผอมน่ะ พีมดึงออกจากตัวผมเลยครับ
แล้วผมก็รู้สึกว่ามีอะไรอุ่นๆ ครอบของผมอยู่ ผมหยีตาดูก็เห็นว่าพีมอมอยู่
เสียวครับเลยไม่ได้ห้ามใจ พีมอมรูดขึ้นลง เสียวอย่าบอกใคร ยิ่งไม่เคยมาก่อนนี่
โหยสุดๆ ครับ มันยิ่งแข็งใหญ่เลย
คราวนี้พีมหยุดทำแล้วลุกจากเตียงไปหยิบอะไม่รู้ในตู้เสื้อผ้าในห้องน้ำ เป็นขวด
(มารู้ทีหลังว่าเจลหล่อลื่น) พีมบีบเจลออกมาแล้วเอามาทาที่จู๋ของผมจนชุ่ม
แล้วพีมก็ถอดกางเกงตัวเองออก
พีมนั่งคล่อมตัวผมแล้วหย่อนก้นลงมาเอาของผมจ่อไปที่ก้นพีมแล้วทับลงมาของผมมันก็หายเข้าไปในก้นพีม
ตอนแรกรู้สึกเสียวๆ คับๆ อุ่นๆ และที่แน่นอนก็คือเจ็บจู๋ครับ เจ็บมากๆ
เลยแต่ก็เสียวอยู่ พีมหยุดสักพักแล้วก็ทำท่าขึ้นลงๆ
ผมก็พอรู้มาว่าเป็นการนั่งเทียนจากพวกเพื่อนเก่า พีมทำจนผมเสียวได้สุดๆ
จนผมทนไม่ไหว ผมกระตุกเกือบๆ 10 ครั้ง รีดน้ำออกไป
พีมก็นั่งทับตัวผมอยู่แล้วช่วยตัวเองไปด้วย จนพีมใกล้จะออก
มันบีบรัดจนของผมแข็งขึ้นมาอีกที แล้วพีมก็กระตุกน้ำออกมา ผมหลับตาแทบไม่ทัน
น้ำพุ่มมาถึงหน้าผม แหมะลงที่ตาริมฝีปาก ปลายคาง หน้าอก หน้าืท้องผม ผมรู้สึกแหยะๆ
แต่ไม่กล้าตื่นมากลัวพีมรู้และผมคงจะรับไม่ได้พีมก็เช่นกัน
ไม่ได้ชอบนะแต่มันเสียวจริงๆ ครับ (นั่นครั้งแรกของผมกับผู้ชายและก็เป็นน้ำแรกของผม
เปิดจุกด้วย) พีมลุกขึ้นแล้วหยิบกระดาษชิดชู่มาเช็ดให้
ไม่ทันครับน้ำของพีมไหลลงเข้าไปผมแล้วครับ ของพีมไม่ค่อยคาวนะออก มันๆ คาวๆ นิดๆ
จะไม่กลืนก็เดี๋ยวจะสำลักออกมาเลยกลืนลงไป พีมลุกของผมเลยชี้เด่ขึ้นมาอีก
พีมเลยเอาชิดชู่เช็ดให้แห้งก่อนที่จะบรรจงอมให้ผมอีกที ทีนี้พีมอมอยู่นานเลยครับ
จนไข่ผมหดแล้วฉีดน้ำออกมา ทีนี้โล่งเลยครับสองน้ำ จู่หดลงและไม่แข็งจนผมหลับไป
ตื่นขึ้นมาอีกทีกางเกงก็ใส่ให้เรียบร้อย พีมไปไหนไม่รู้
ผมรีบเข้าไปห้องน้ำอาบน้ำล้างตัว แต่ล้างจู๋ไม่ได้ครับมันแสบไปหมด
หนังหุ้มปลายมันล่นลงมาจนสุดหัวเงี่ยง มีเลือดสีแดงๆ ซิมๆ ออกมาด้วย
แต่ตรงโคนนี่มีเลือดน่าจะเป็นเลือดจากก้นพีมนะ ติดอยู่ พอผมออกจากห้องน้ำ
ก็เห็นพีมเดินเข้ามาพอดี ผมก็ถามว่าไปไหนมา
พีมก็บอกว่าลงไปสั่งคนใช้ทำอาหารมาให้ทาน ผมไม่อยากอยู่บ้านพีมแล้วครับ
รู้สึกผิดกับการที่ปล่อยตัวเกินไป และเจ็บจู๋ด้วย

วันนั้นผมก็ยังอยู่ที่บ้านพีมน่ะแหละ นั่งดูหนังและเล่นเกมส์ทั้งวัน
พอตกดึกผมไม่กล้าหลับครับ เลยฝืนเล่นเกมส์ต่อ กลัวพีมจะทำแบบเมื่อคืนอีก
จู๋พังก่อนวัยอันควรแน่ๆ สักพักพีมก็บอกให้นอน ประมาณ ตี 2 ได้ ผมเลยนอน
พอนอนไปได้สักพักเริ่มอีกแล้วครับ
ทีนี้ผมเจ็บครับเลยพยายามจะกระตุกให้รู้ว่ายังเจ็บจู๋อยู่ ไม่ก็พลิกตัวหนีไปมาตลอด
พีมเลยกอดผมไว้เฉยๆ แล้วหอมแก้มผมไปทีนึง พอเช้าเราสองคนก็อาบน้ำแต่งตัว
แต่ผมรู้สึกว่ายังไม่หายเจ็บเลย มันแสบแต่ก็ต้องล้างกลัวเน่า
แต่งตัวเสร็จเราก็รีบนั่งแท็กซี่ไปโรงเรียนกัน

หลัีงจากวันนั้นผมไม่อยากให้พีมรู้ว่าผมรู้สึกตัวในคืนนั้น
ผมเลยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นยังคงไปไหนมาไหนกับพีมตลอด
และพีมก็ไม่เคยทำทีท่าว่าจะบอกผม ผมก็ปล่อยเลยตามเลยไป
แต่การกระทำบางอย่างของพีมซึ่งทำให้ผมพอรู้ได้ว่าพีมพยายามจะบอกอะไร
คือการซื้อโน่นซื้อนี่ให้แทนตัว ตุ๊กตาเอย แหวนเอย พาไปดูหนังรักเอย
ทานข้าวในร้านโรแมนติกตามสถานที่หรูเอย ผมก็ไม่คิดหรอกว่าวันนึงพีมจะมาบอกว่า "รัก"
น่ะ ผู้ชายจะรักกันได้อย่างไรผมยังไม่รู้เลย แล้วไม่มีลูกจะรักกันได้หรอไง
จนวันที่พีมบอกรัก ผมรับไม่ได้ ผมตะคอกใส่พีมไปแรงมากๆ
"โน่วันนี้ 14 กุมภาพันธ์ เค้าบอกรักกันใช่ป่ะ" ผมทำหน้าสงสัย
"ทำไมหรอ รักใครล่ะ" ผมถาม
"ก็คนตรงหน้า" พีมพูดเบาๆ
"อะไรนะไม่ได้ยิน" ไม่ได้ยินจริงๆ ครับ คนเยอะ
ตอนนี้เราอยู่กันในร้านอาหาร
"เรารักนาย"
"จะบ้าหรอไง บ้าไปแล้วนายน่ะ เราเพื่อนกันนะ" ผมยังทำทีท่าขำๆ
แต่สีหน้าพีมดูจริงจังมากๆ
"แต่เรารักนายจริงๆ นะ เรารักนายมากๆ รักมานานแล้ว" พีมก้มหน้า
"รักตั่งแต่วันแรกที่เราเจอกัน" แล้วพีมก็น้ำตาร่วง
"นายพูดอะไรไม่รู้เรื่อง เราจะกลับบ้านแล้ว" ตอนนั้นยังเด็ก
ยิ่มถ้าผมรับอะไรไม่ได้จริงๆ ผมจะเดินหนีเลยครับ
แต่พีมก็เดินตามมาจนถึงข้างล่างหน้าห้าง
"โน่รอเราก่อนสิ"
"ถ้านายอยากเป็นเพื่อนกับเราอีก เรื่องนี้เราขอให้จบได้ป่ะ"
"แล้วนายจะให้เราทำยังไงเราก็ยอมหล่ะ เรารักนายจริงๆ" ผมอายมากๆ
เลยครับตอนนั้น หน้าห้างตอนหัวค่ำ คนเยอะแยะ
"มันก็เรื่องของมึง นับจากวันนี้เป็นต้นไปกูกับมึงไม่มีอะไรต่อกัน"
ผมตะคอกดังลั่น พีมร้องไห้แรงมากๆ แต่ผมไม่ได้สนใจใยดีกลับเดินหนีออกมา
แล้วขึ้นรถเมล์ที่วิ่งมาพอดีกลับบ้านเลย

หลังจากวันนั้นผมก็ไม่คุยกับพีมอีกเลย ไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำถ้าไม่เจอกันจังๆ
แต่จะมีเลคเชอร์มาสอดไว้ที่ใต้โต๊ะเรียนของผมทุกวัน จนมาวันนึงไม่มีมาวางไว้ผมก็ชักเอะใจว่าสงสัยคงจะไม่ทำให้อีกแล้ว ผมก็ไม่สนใจหาทำเองก็ได้วะ แล้วทุกวันผมก็ไม่เห็นพีมมานั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะเรียนตอนเช้าๆ อีกเลย แม่ก็ถามทำไมเดี๋ยวนี้พีมไม่มาที่บ้าน ผมนึกขึ้นได้ก็เลยไปหาพีมที่บ้านผมยืนกดออดอยู่สักครู่เดียวก็มีคนมาเปิดให้ พอเข้าไปในบ้านพีมก็เจอกับพ่อและแม่ของพีม แม่พีมบอกว่าพีมเป็นมะเร็งในสมองระยะสุดท้าย ผมถึงกับน้ำตาร่วงทันทีที่ได้ยิน แม่พีมบอกว่าอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนึง ผมเลยไปที่โรงพยาบาลเข้าไปที่ห้องที่พีมนอนอยู่นั้น ผมก็เห็นพีมนอนป่วยอยู่บนเตียง พีมเห็นผมยิ้มดีใจ แล้วถามคำถามมากมาย
"สวัสดีพีม เป็นยังไงบ้าง ป่วยอ่ะทำไมไม่บอกจะได้มาเยี่ยมเห็นไม่เอาเลคเชอร์มาให้ก็สงสัยคิดว่าลืมเราไปแล้ว" ผมทักยาวเลย
"ก็เราคิดว่านายไม่อยากเจอเราแล้วเราเลยไม่ได้บอก"
"เราเพื่อนกัน ถึงจะยังไงนายก็เพื่อนเรานะ" ผมน้ำตาไหล
"ร้องไห้ทำไมเรายังไม่ตายซักหน่อย"
"เราเสียใจที่เราทำร้ายน้ำใจของนายและทำให้นายต้องเสียใจเพราะเรา"
"นายรักเรารึเปล่า" พีมถามคำถามที่ผมได้ปฎิเสธไปแล้ว
"รักแบบไหนล่ะ จะเป็นไปได้หรอถ้าเราจะรักกันแบบผู้หญิงผู้ชาย"
"ได้สิ ถ้านายรักเราเราเป็นให้นายได้ทุกอย่างแหละ"
"หรอ แต่เรายังไม่พร้อม"
"เรารอได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รับคำตอบจากนายก็ตาม" พีมน้ำตาไหล "ยังไงเราก็จะรอรอจนกว่า..." พีมหยุดพูดไป
"ไม่หรอก เราคงให้นายรอเราไม่ได้หรอก เราไม่รู้ว่าทำไม เราไม่รู้ว่าอีกเมื่อใด เราไม่รู้ว่าคำตอบจะดีสำหรับนายรึเปล่า" ผมนึกคำพูดไม่ออกจริงๆ เด็กขนาดนั้นจะมาลึกซึ้งอะไรกับคำว่ารักได้มากมายล่ะ
"ทำไม" พีมเสียงสั่น
"เราก็รักนาย แต่ถ้าให้รักแบบที่นายต้องการเราคงให้ไม่ได้"
"อย่างน้อยก็รักใช่ป่ะ"
"อืม" ผมตอบได้แค่นั้นจริงๆ
"คืนนี้นายอยู่กับเรานะ เรามีอะไรจะให้" แล้วพีมก็โทรไปที่บ้าน

คืนนั้นผมนอนเฝ้าพีม ทั้งๆ ที่วันรุ่งขึ้นก็จะสอบแล้ว ผมคิดแต่ว่ายังไงเพื่อนคนนี้สำคัญกว่าการสอบ ผมไม่อยากปล่อยให้พีมอยู่คนเดียวเพราะพีมก็เหมือนกับอยู่คนเดียวมานานมากแล้ว ผมชวนพีมคุยมากมาย จนคนที่บ้านพีมมา เอากล่องใส่ของต่างๆ มากมายมาให้ แต่พีมก็หยิบสมุดมาเล่มนึง
"นี่ของที่เราจะให้นาย เราจะเขียนเรื่องราวต่างๆ ไว้ในนี้ทุกวัน (ทุกวันที่เราเจอนาย)" พีมพูดเบาลง ๆ
"อะไรอ่ะ"
"ไดอารี่ไง ที่ที่เป็นความทรงจำของเราเอง ความทรงจำที่ดีกับนาย ความทรงจำที่แม้เราจะต้องไม่มีนายเราก็จะมีสิ่งนี้ไว้ดูทุกครั้งเมื่อเราคิดถึงนาย" เป็นไดอารี่ที่หนามากๆ

ในนั้นเขียนบรรยายเรื่องราวต่างๆ ที่มีผมกับพีมเป็นตัวเอก
-ทั้งเรื่องวันแรกที่เราเจอกัน
-เรื่องงานนิทรรศการ
-เรื่องที่เราไปเที่ยวกัน
-เรื่องที่เราไปดูหนังกัน
-เรื่องที่เราไปทานข้าวกัน
-เรื่องที่เราทะเลาะกัน
-เรื่องที่เรา...มีอะไรกัน พออ่านมาถึงตรงนี้ ผมมองหน้าพีม แล้วบอกว่า

"เราไม่ได้หลับหรอกนะวันนั้นน่ะ ปกติเราถ้าเราตื่นเราจะนอนต่อไม่ได้เรานอนไม่หลับน่ะ" พีมทำหน้าสงสัยแล้วยิ้ม
"คิดว่าหลับจริงๆ"
"ก็เราไม่อยากให้นายตกใจน่ะ ถ้าเราไม่แกล้งหลับวันนั้นเราอาจจะจบกันเร็วกว่าที่ผ่านมานะ"
"แล้วเป็นไง"
"ก็ไม่รู้ดิเหมือนเปิดซิงมั้ง" ผมหัวเราะทั้งน้ำตา
"เราหนาวน่ะโน่ เหมือนมีน้ำแข็งมาวางไว้บนตัวเราเลย" ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงเลยขึ้นไปบนเตียงพีมแล้วกอดพีมเอาไว้
"อุ่นมั้ยครับ"
"ยังไม่อุ่นเลย มันเหมือนกับตัวเราชาเราปวดกระดูกไปทั้งตัวแล้ว" พีมเสียงสั่นเครือ ผมได้แต่น้ำตาไหลพราก ตอนนั้นผมไม่อยากจากพีมไปไหนเลย
"เราขอโทดนะที่ไม่ได้ดูแลนายก่อนหน้านี้"
"ไม่ต้องโทดตัวเองหรอกโน่ เราเองต่างหากที่เกิดมาเป็นแบบนี้"
"พีม พีม.....พีม" ผมเรียกพีมหลายครั้ง
"หืม" เสียงพีมเบามากๆ "เราง่วง"
"พีมนายยังจะรับคำตอบจากเรามั้ย" ไม่มีเสียงพีมพูดกลับมา "เรารักนายนะ เรารักนายแบบที่นายอยากให้เราเป็น เรารักนายมากกว่าเพื่อน" ผมกอดพีมไว้แน่ตัวพีมที่ยังอุ่นๆ ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจเมื่อได้กอดพีม
"..........(ตืด)" เสียงเครื่องมือแพทย์ที่อยู่ข้างๆ เตียงดังขึ้นยาว ผมไม่สนใจที่จะได้ยิน ผมยังกอดพีมเอาไว้ (คนเขียนเองร้องไห้เองด้วยนะ) ผมรู้ว่าพีมจากผมไปแล้ว และมันก็สายเกินไปแล้วที่ผมบอกพีมไปว่าผมรักพีม และจะบอกว่ารักมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ทันแล้ว ผมลงจากเตียงนั่งกุมมือพีมที่เย็นเยือกไว้นาน จนหมดและพยาบาลเข้ามาบอกว่า เค้าไปแล้วและพ่อกับแม่พีมก็เข้ามา

ผมหยิบเอาสมุดและกล่องแล้วเดินออกมานั่งอยู่นอกห้อง หมอกับพ่อแม่พีมคุยกันอยู่เรื่องร่างของพีม ผมนั่งร้องไห้แม่ผมมาถึงโรงพยาบาล มาถึงท่านมาเข้าไปคุยกับพ่อแม่พีมแล้วออกมานั่งข้างๆ ผม
"แม่ครับ เพื่อนผมไปแล้วใช่มั้ยครับ" ผมถามแม่เพื่อความแน่ใจ
"จ่ะลูก เค้าไปแต่เค้าก็ไปแบบไม่ได้เจ็บปวด ถึงจะทางกายที่เจ็บจนทนรับไม่ไหวแต่ทางใจลูกก็ได้ส่งเค้าไปสู่สุขติแล้ว" ผมโผลเข้ากอดแม่แล้วร้องไห้ไม่หยุด
"ร้องไห้ให้พอนะลูก พรุ้งนี้ไปงานแล้วอย่าร้องล่ะเดี๋ยวพีมเค้าจะไม่สบายใจ"
"ครับแม่ ผมสัญญา"

แม่พาผมกลับบ้านพร้อมกล่องใหญ่ พอไปถึงบ้านผมนั่งบนเตียงวางกล่องลงข้างๆ มองไปรอบๆ ที่ที่เคยมีพีมมานั่งอยู่ ผมเกาะกล่องออกมาดู เห็นมี
-รูปผมกับพีมที่ถ่ายกันไว้มากมาย
-มีโมบายที่เราทำด้วยกัน
-มีกล่องดนตรีที่ผมซื้อให้พีม
-ของชิ้นใหญ่ที่ผมไม่ได้หยิบออกมาก็คือ เครื่องคอมของพีม พีมใส่มาให้ผมด้วยผมไม่ได้อยากได้เลยแม้แต่น้อย แต่พอเปิดออกมาดูก็พบว่าทุกอย่างที่มีในเครื่องก็คือ สิ่งที่ผมกับพีมทำด้วยกัน หน้าหน้าจอที่ตกแต่ง ไอคอนต่างๆ รูปผมกับพีม คลิปวีดีโอที่เราถ่ายเล่นกันบ่อยๆ หนังที่เราดูด้วยกันทุกเรื่องพีมโหลดมันลงไปในคอมด้วย มีโปรแกรมการเรียนต่างๆ ที่จะต้องเรียน จนจบ ม.3 ได้เลย พีมทำเองทั้งหมด
ผมคิดว่าหมดแล้วในกล่อง แต่พอจะเอากล่องไปเก็บดันมีตลับกำมะหยี่ตกลงมาจากใต้กล่อง ดีนะมันไม่ได้ตกไปก่อนหน้านี้ ผมหยิบขึ้นมาดูแล้วเปิดออก
-แหวนเพชรคู่ ที่สลักชื่อภาษาอังกฤษว่า (Suttizak & Triratt)

ผมเอาไปให้แม่เก็บไว้เพราะกลัวว่ามันจะหายไป แม่ก็บอกว่าพีมเค้ารักลูกมากขนาดนี้เลยหรอ แหวนเพชรคู่นี้น่าจะแพงมากๆ (เพชรเม็ดใหญ่มาก) คู่นี้อาจเกิน สองหรือสามแสนเลยนะลูก แม่เอาไปเก็บไว้ในตู้เซฟ ถ้าอยากได้คืนก็บอก

วันต่อมาผมใส่ชุดดำไปที่วัด ก็มีเพื่อนๆ ของพีมหลายคนมาร่วมงาน ผมเอาดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ไปวางไว้ที่หน้าโรงศพ แล้วบอกพีมให้ไปดีนะ เกิดชาติหน้าขอให้เราเจอกันอีก เพื่อนๆ พีมที่คุยกับผมก็มาบอกว่า "พีมมันรักแกมากเลยนะ แกไม่น่าจะทำร้ายมันเลยสงสารมันออก" ผมก็ได้แค่รับฟังแล้วตอบกลับไป "เราได้เป็นคนสุดท้ายที่พีมรัก และเป็นคนสุดท้ายที่ส่งพีมไปสูโลกที่ไม่มีใครทำร้ายพีมได้อีก เราก็พอใจแล้ว" เพื่อนๆ พีมก็พอจะรู้มาบ้างว่าพีมชอบผม

หลังจากงานศพของพีมเสร็จและจบลง ผมเอากระดูกพีมส่วนหนึ่งไปโรยไว้บนภูเขาที่เชียงราย พีมเคยบอกว่าเราชอบที่นี่มากที่สุด และเราจะอยู่ที่นี่ และผมก็คิดว่าพีมยังอยู่ที่นั่น

ผมเอาเศษกระดูกส่วนหนึ่งมาไว้ที่บ้านในห้องพระ ผมทำบุญให้พีมทุกวันเกิดพีมและวันที่คิดถึงพีมแบบนี้



เรื่องของผมกับพีมผมขอจบลงเพียงเท่านี้นะครับ หวังว่ามันคงจะเป็นการสูญเสียครั้งสุดท้าย (แม้มันก็เป็นได้เพียงแค่ความหวัง)

จบตอนแล้วนะครับ แล้วกลับเข้าสู่เรื่องปกติ

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 14 (เดียวดาย)

ขอเศร้าแบบรุนแรงสักครั้งเถอะ (เดียวดาย)

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมนั่งเหม่อลอยคนเดียว
ที่ริมหน้าต่าง ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ นั่งดูเว็บไซด์ไปเรื่อยเปื่อย จู่ๆ ก็นึกอะไรไม่รู้ และไม่รู้อะไรมาดลใจตอนนั้นจำได้ว่าตอนผมอายุ 14 ปี อยู่ ม.2 ผมมีเพื่อนหลายคนแต่มีคนนึงที่ทำให้ผมนึกถึงทีไรผมจะมีน้ำตาไหลออกมาทุกครั้ง เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าขอเกริ่นเรื่องนิดนึงนะครับ

วันที่ผมสอบเข้าที่โรงเรียนผมได้เจอเพื่อนคนแรกในโรงเรียนคนนึง เราแนะนำตัวกันและกัน เค้าชื่อว่า ไตรรัตน์ พิบูลธนะทรัพย์ ชื่อเล่นพีม ตอนนั้นเค้าจะเป็นคนที่ในความรู้สึกผมนะครับ เค้าดูจะโตเป็นผู้ใหญ่มากๆ (คนนี้แหละครับที่ทำให้ผมตั้งใจเรียน) เค้าจะคอยสอนคอบบอกเรื่องต่างๆ เหมือนกับว่าเค้าผ่านโลกนี้มานานแสนนาน และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เค้ารู้หมดแหละครับ ผมติดเค้าแจเลยหล่ะตอนนั้น เค้าสอบได้คะแนนดีกว่าผมมากมายเลยเค้าเลยได้อยู่ห้องคิง ม.1/1 ผลการเรียนก็ได้ เกรด 4 ทุกวิชา ตอนเข้าเรียนจริงๆ ผมอยู่ห้องโหล่สุดๆ ม.1/15 เลยครับ ผมเป็นเด็กเกเร ซ่องสุมพรรคพวก และชอบมีเรื่องกับทุกคนในโรงเรียนที่มองหน้าและนอกโรงเรียนด้วยครับ ตอนเช้าผมจะเจอเค้ามานั่งอ่านหนังสือที่ห้องเรียน ผมรู้เพราะห้องผมจะต้องเดินผ่านห้องเค้าทุกวัน หลังจากวันที่สอบเข้าผมก็ไม่ได้คุยอะไรกับเค้าเลย จนวันเริ่มต้นกิจกรรมจัดนิทรรศการในโรงเรียน ภาควิชาวิทยาศาตร์กลุ่มชั่วร้ายของผมโดนจับไปช่วยงานห้องเค้า คือไปเป็นเบ้ให้ ซึ่งผมและแก๊งค์ของผมไม่สบอารมณ์อย่างมากที่ต้องมาคอยรับใช้ไอ้พวกเด็กเรียน ทำบ้างไม่ทำบ้างมันก็ไปฟ้องอาจารย์ จนพวกผมโดนทำโทษหลายต่อหลายครั้ง พวกผมเลยวางแผนที่จะทำลายงานของพวกนั้น ผมสังเกตุหลายครั้งแล้วหล่ะครับว่าพีมชอบมองหน้าผม ซึ่งผมจะหงุดหงิดมากๆ มองทำไมวะ...ผมเดินไปถาม เค้าก็ประมาณว่าจำเราได้ป่ะ ผมบอกจำได้แต่ไม่อยากจะจำด้วย ตอนนั้นสีหน้าของพีมดูเหมือนกับไม่โกรธเลยสักนิด เค้ากลับยิ้มแล้วพูดว่า ซุ้มวิทยาศาตร์นี่ถ้าไม่ได้พวกนายช่วยก็คงจะไม่เสร็จ ผมเลยไม่รู้จะทำยังไงเลยครับ ฝีมือของพวกผมหรอที่ทำ ซึ่งมันขัดกับเจตนารมของผมที่จะทำลายมันทิ้งซะ แต่พอผมกลับบ้านไปสงบสติอารมณ์ได้สักพักผมก็นึกได้ว่า เอาวะ...ปล่อยไปสักครั้งอยู่เฉยๆ ดีกว่าหาเรื่องให้งานพัง วันรุ่งขึ้นเป็นวันงานผมไปถึงที่โรงเรียนแต่เช้าตามเคยก็พบว่าซุ้มงานของพวกผมมันพังทลายลงไม่มีชิ้นดี ผมเดินเข้าไปในบร์อดภายในซุ้มก็เขียนว่า "พวกกูไม่ใช่ควายให้ใครมาใช้งานได้โว้ย..." ผมก็รู้ทันทีว่าฝีมือใครถ้าไม่ใช่พวกผมเองนั่นแหละ สักพักอาจารย์เดินเข้ามาถึงร้องว้ายดังลั่นโรงยิม "นายสุทธิศักดิ์ ทำไมเธอถึงทำแบบนี้" คำนี้คำเดียวประโยคเดียวผมถึงกับเข่าสั่นแล้วครับ ผมอีกแล้ว แล้วนับแต่วันนั้นชื่อผมก็ติดแบล็คลีส สรุปงานงานนี้ผมโดนคนเดียว คือผมรับสารภาพคนเดียวเพื่อนไม่เกี่ยว โดนเชิญผู้ปกครองแล้วทำทันบน ครั้งที่ 1 เพื่อนๆ ของพีมทุกคนก็เกลียดผมหมด ผมกลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียดในสายตาของทุกคนแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ และนักเรียนในโรงเรียน หลังจากที่โดนเชิญผู้ปกครองเดี๋ยวนั้น ผมไปนั่งแอบอยู่ที่หลังสแตนเชียร์ ที่เป็นห้องใต้สแตนไว้เก็บของ ผมนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ผมรู้สึกผิดมากๆ กับการกระทำครั้งนี้แม้จะไม่ได้เป็นคนลงมือแต่ก็เป็นคนต้นคิดที่จะทำมันพัง ตอนเช้าก่อนนิทรรศการจะเริ่มขึ้นเพื่อนของพีมก็ช่วยกันทำขึ้นใหม่แต่ก็ไม่สมบูรณ์เท่ากับตอนแรก ทั้งวันผมไม่ได้ทานข้าวเลยสักเม็ด พอเลิกเรียน หลายคนทะยอยกันกลับบ้านแล้ว บางส่วนก็อยู่เก็บของทำความสะอาด ผมเดินออกมาจากห้องนั้น เดินเข้าไปในห้องน้ำใหญ่ ไปล้างหน้า เสร็จก็ไปนั่งอยู่ในห้องล็อคเกอร์ ผมนั่งอยู่นานพอที่คนอื่นๆ จะกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ อยู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงหลายคนเดินเข้ามาผมไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนของพีม พอเพื่อนของพีมเข้ามาเห็นผม ผมก็โดนรุมด่าว่าต่างๆ นานา ใช่ผมมันเลว แบบหาอะไรเปรียบไม่ได้ ผมได้แต่นั่งก้มหน้า จะเดินหนีก็ไม่ใช่ผม...สักครู่พีมก็เดินเข้ามาบอกเพื่อนๆ ให้พอ พอกับการต่อว่าสักที เพราะคำๆ เดียวที่ทำให้ผมรู้สึกสำนึกมากขึ้นและรู้สึกเจ็บปวดมากๆ ก็คือ "เค้าทำ เค้าก็รับแล้วว่าทำ และเค้าก็โดนทำทันบนไปแล้ว โดนลงโทษไปแล้วมันก็สาสมกับที่เค้าได้ทำเอาไว้ หลังจากนี้เราก็ไม่มีอะไรต่อกันอีกแล้ว อย่างน้อยเค้าก็ได้ช่วยเราทำไม่ใช่หรอ เค้าจะทำลายมันก็สิทธิของเค้า จบแค่นี้เถอะ พวกเรากลับกัน" ผมเหมือนกับมีใครมากมายมาดึงผมไว้ไม่ให้กระดุกกระดิกไปไหน โดนตรึงเอาไว้กับพรรณธนาการณ์ ผมยืนอยู่ตรงนั้น...น้ำตาที่ผมหลั่งมันออกมามากมายเมื่อเช้าจนเย็น มันก็บีบให้ไหลออกมาอีกครั้ง คราวนี้ผมรู้สึกเจ็บปวดที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรให้มันดีขึ้นกว่าที่ควรเป็น ผมหันมองนาฬิกาในห้องนี้ เป็นเวลา 21.00 น. ดึกมากแล้ว ผมเดินออกจากห้อง เดินผ่านสนามบาส มองไปที่ที่เคอมีซุ้มวิทยาศาสตร์ตั่งอยู่ ผมถอนหายใจแล้วเดินผ่านพ้นไป เดินออกมาหน้าโรงเรียน ผมเห็นเด็กคนนึงนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ คิดในใจว่าทำไมดึกดื่นขนาดนี้แล้วยังไม่กลับบ้าน ผมเดินเข้าไปจนใกล้ก็รู้ว่าเป็นพีม พีมนั่งรอรถเมล์กลับบ้านอยู่มั้ง ผมยืนหลบๆ อยู่ข้างๆ ป้ายรถเมล์ไม่กล้าที่จะไปสู้หน้าพีมได้อีก สักพักก็มีรถคันใหญ่ขับมาจอดที่ป้ายรถเมล์แล้วพีมก็ลุกขึ้นกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในรถ ก็มีคนเดินลงมารับกระเป๋าแล้วเปิดประตู ผมได้ยินคนนั้นเรียกพีมว่า "ผมช่วยถือครับ...เชิญครับคุณหนู" ยิ่งกระนั้นผมยิ่งไม่กล้าแม้แต่จะกลับไปพูดคุยด้วยเลย เค้าอยู่ในครอบครัวที่สูงกว่า รวยกว่า พีมยังไม่เข้าไปในรถกลับเดินห่างออกมา พีมเดินมาทางผม ผมยืนร้องไห้อีกแล้วครับ ขี้แงจริงๆ เลยนะเรา พีมเดินมาใกล้ผม จนอีกก้าวเดียวก็จะถึงตัวผม ผมถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่ออะไรไม่รู้แต่ผมก็ถอย พีมยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดมาให้ผม อะไรสะกิดผมไม่ทราบผมหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาแล้วกล่าวขอบคุณพีม พีมพูดขึ้นมาคำนึงก็อีกแหละครับทำให้ผมอึ้งกว่าที่พีมพูดกับเพื่อนๆ เค้าในห้องล็อคเกอร์ "นายไม่ได้ทำ...แล้วยอมรับผิดทำไม" ผมไม่ได้ตอบอะไร แล้วพีมก็เดินขึ้นรถไป ผมก้าวเท้าออกมาริมฟุตบาด แล้วมองรถคันใหญ่เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ ผมเอาผ้ามาซับน้ำตา แล้วเก็บลงไปในกระเป๋ากางเกง

ผมกลับมาถึงบ้าน แม่เรียกผมไปคุยด้วย แม่ถามว่าทำอะไรทำไมไม่คิดถึงผลที่จะตามมาบ้าง รู้มั้ยว่าแม่เสียแค่ไหน และแม่ก็เสียใจมากๆ กับสิ่งที่ลูกได้ทำลงไป (แม่ผมท่านร้องไห้ครับ และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมทำให้บุพการีที่มีพระคุณมากที่สุดเสียน้ำตาเพราะผม) แม่นั่งที่โซฟาตัวยาว ผมนั่งที่โซฟาตัวเล็กข้างๆ ผมนั่งลงกับพื้นข้างๆ แม่ แม่มีกิริยาขยับออกห่างหน่อยนึง ผมก้มลงกราบเท้าท่านแล้วกล่าวขอโทด ผมสะอึกสะอื้นแรงมาก ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้น แต่แม่ก็จับที่ไหล่ผมแล้วพยุงตัวผมขึ้น แม่ดึงตัวผมไปใกล้ตัวแล้วกอดผมไว้ "ถ้าลูกสำนึกและยอมรับกับความผิด แม่ก็ให้อภัยลูกได้ ขออย่าให้มีเรื่องเกิดขึ้นอีกนะลูก แม่ปวดใจที่คนอื่นเค้ามาด่าว่าลูกต่อหน้าแม่ ทั้งที่แม่ไม่เคยด่าว่าลูกหรือแม้จะตีก็ไม่เคย อย่าให้ใครเค้ามาว่าลูกได้นะ ไป ไปอาบน้ำนอนเถอะลูกดึกแล้ว"

ผมกราบแม่ที่หน้าตักอีกครั้งแล้วลุกขึ้นไปอาบน้ำและนอน

ผมนอนไม่หลับครับเพราะวันรุ่งขึ้นผมจะต้องไปเจอใครต่อใครที่โรงเรียนอีก คิดดูแล้วมันเป็นอะไรที่ยากจะลืมมันลงครับ พลิกตัวไปมาจนเช้า ผมไม่อาบน้ำแต่งตัว กลับเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องนี้แล้วพิมพ์เรื่องที่เกิดขึ้นในบล็อคของผมที่ไม่เคยได้เปิดให้ใครเข้ามาอ่าน ผมพิมพ์ไปน้ำตาก็ไหลไป สักพักแม่ก็ขึ้นมาเรียกผม ท่านเคาะประตูแล้วก็เปิดเข้ามาถามว่าไม่แต่งตัวล่ะ ผมหันไปหาท่านแล้วบอกว่าผมไม่อยากไปโรงเรียนครับ...แม่เดินเข้ามาหาผมแล้วบอกว่า คงไม่ได้หนีปัญหานะลูก แม่รู้ทันความคิดผมครับ ผมก็แค่คิดแบบเด็กๆ นะครับว่าไม่ไปเจอหน้าใครก็คงจะดีกว่า ไม่อยากอาย

พออีกวันผมก็ไปโรงเรียน ช่วงนั้นก็ใกล้จะปิดเทอมใหญ่แล้วครับ ไปถึงไม่ค่อยมีใครอยากจะสนใจผมมีแต่สายตาที่เหยียดหยาม คำพูดลอยที่เสียดแทงหัวใจของผม วันนั้นผมไม่ได้เข้าเรียนผมโดนสั่งให้ไปช่วยอาจารย์ในโรงยิม (นี่ก็อีกอย่างที่ทำให้ผมสนิทกับอาจารย์สอนวิชาพละศึกษา) ผมทำความสะอาดโรงยิม วิ่งเก็บลูกบาสให้รุ่นพี่ คอยเก็บอุปกรณ์เข้าห้องใต้สแตนเชียร์ ตอนเย็นก็ไปเอาการบ้านจากอาจารย์ประจำชั้น ก็โดนด่าทุกวันแหละครับ จนครบสัปดาห์อาจารย์ก็ให้กลับมาเรียนที่ห้องตามเดิม เพื่อนแก๊งค์เดิมก็เข้ามาหาว่าหายไปไหน ทำไมรับผิดคนเดียว และอีกหลายอย่าง แต่ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรไป อีกสองสัปดาห์ ก็ถึงวันสอบ เช้าๆ ผมจะเจอพีมตามเคย

วันหนึ่งผมเดินผ่านหน้าห้อง (วันหนึ่งในอีก 14 วัน. ที่จะถึงวันสอบ) ผมรู้สึกมีคนเดินตามมาข้างหลังเหมือนกับรีบเดิน ผมเลยหลบทางให้ แต่ก็ไม่ได้เดินแซงไปแต่อย่างใด กลับมาหยุดตรงข้างๆ ผมแล้วเอาเลคเชอร์ รายวิชา ทุกวิชามายื่นให้ผม แล้วบอกว่า "อ่ะเอาไปอ่านซะจะได้สอบได้บ้าง ไม่เห็นค่อยอ่านหนังสือเลย" ผมงงๆ กับการกระทำของพีมมากๆ ทำไมถึงมาทำดีกับผมล่ะ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้สนิทกัน แล้วรู้ได้ไงว่าผมเรียนไม่เก่ง "ไม่เอาอ่ะขี้เกียจอ่าน" ผมปฏิเสธ "อย่างน้อยก็เก็บไว้พับนกเล่นก็แล้วกัน" พีมพูดทำนองว่าอย่างน้อยมันก็ยังมีประโยชน์ดีกว่าทิ้งลงถังขยะ ผมรับกระดาษพวกนั้นมา ผมเอามานั่งอ่านเล่นๆ ในห้อง พอเพื่อนๆ เข้ามาก็ถามอ่านรู้เรื่องหรอไง ผมก็ทำไม่สนใจ อ่านไปเรื่อยๆ เอาไอพอตมาฟังเพลงจนเข้าแถวผมก็ยังอ่านไม่ได้ลงไปกับคนอื่นๆ พอเข้าเรียน ปกติอาจารย์ไม่คุยกับผมอยู่แล้วครับ ผมก็เลยนั่งฟังเพลงและอ่านเลคเชอร์นั้นไปเรื่อยๆ จนอาจารย์เดินมาใหล้ๆ ยืนดูอยู่สักพักท่านก็ดึงหูฟังผมออกแล้วถามว่า "นี่มันลายมือของไตรรัตน์ นี่เธอไปโขมยมาอีกรึไง" ผมเงยหน้าขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์หมายกับอาจารย์ ที่มากล่าวหาผม ผมลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับอาจารย์ ผมตัวสูงครับตอนนั้น "ผมจะได้มายังไงมันก็เรื่องของผม ไม่ได้ขโมยมาก็แล้วกัน" แล้วผมก็เดินออกจากห้อง ไปอยู่ในโรงยิม อาจารย์หลายท่านก็เอือมละอากับผมมากๆ เพราะผมจะก้าวร้าวกับอาจารย์ทุกท่าน ไม่ทำตาม ไม่สนใจเวลาอาจารย์สอน แต่ผมทำการบ้านส่งนะครับ พอถึงวันประกาศผลสอบตอนผิดเทอมได้สักพัก อาจารย์ประจำชั้นก็เรียกชื่อและยื่นสมุดพกให้ ท่านมองหน้าอย่างมีคำถามและไม่สบอารมณ์ ผลออกมาผมได้เกรดเฉลี่ย 2.89 และไม่ตกแม้สักวิชา หลายคนมีคำถามว่าทำไม? ทำไมผมถึงสอบผ่านทั้งๆ ที่ไม่เรียน คนอื่นเค้านั่งเรียนกันแต่กลับตกหลายวิชา ก็เพราะเลคเชอร์หรือกระดาษพับนกนั่นแหละครับที่ทำให้ผมสอบผ่าน ผมไม่เรียนก็จริงแต่พีมจะเอาเลคเชอร์สรุปรายวิชาให้ผมตอนเช้าทุกวัน พอผมดูผลคะแนนสอบเสร็จ ผมก็เดินกำลังจะกลับบ้านมาผ่านที่หน้าห้องของพีม ในห้องมีเด็กนั่งอยู่เต็มพอผมเดินไปถึงหน้าห้องก็มีแต่สายตาคนในนั้นมองออกมาอย่างรังเกียดเดียดฉัน ผมหยุดยืนอยู่หน้าห้องแล้วเดินเข้าไปในห้องนั้นพร้อมกับสมุดพกและลูกอมจุ๊บบ่ะจุ๊บที่อมอยู่ ผมยืนตรงกลางห้องด้วยบรรยากาศที่หน้าทุกคนมีแต่คำถามมองหน้ากันเองแล้วมองหน้าผมสลับกันไปมา อาจารย์ที่นั่งหัวโด่อยู่ในห้องก็ยืนขึ้นแล้วไล่ให้ผมออกไปจากห้อง แต่ก็ต้องหยุดเพราะผมตะโกนออกไปว่า "อาจารย์ไม่เกี่ยวอยู่เฉยๆ เหอะ ผมมีอะไรจะพูดกับนักเรียนในห้องนี้" ผมโยนลูกอมลงถังขยะมุมห้อง

"ทุกคน ที่ผ่านมากับเหตุการณ์วันนิทรรศการณ์ผมขอโทดทุกคน ที่ผมได้ทำลงไปไม่ว่าด้วยเหตุผลการณ์ใดผมขอโทดทุกคน และหวังว่าทุกคนจะยอมรับคำขอโทดนี้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ให้หรือไม่ให้อภัยผมก็ตาม วันนี้ผมมีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกได้พูดไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือนี่ครับ" ผมชูสมุดพกและกางหน้าที่เป็นเกรดรายวิชา "ผมขอขอบคุณกับกระดาษพับนกหลายแผ่นที่เพื่อนของพวกคุณหนึ่งคนในห้องได้มอบให้กับผมไปอ่าน มันเป็นสรุปเลคเชอร์รายวิชา เค้าทำให้กับผมตลอด 14 วันก่อนสอบ ไตรรัตน์ผมขอขอบคุณคุณมากที่ทำให้ผมสอบผ่านทุกวิชา และขอบคุณทุกคนในห้องที่เสียเวลานั่งฟังผมจนจบ ผมมีเพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ" แล้วก็มีเสียงซึงแซ่จากหลายคนในห้อง จุดสนใจคือพีมที่มีหลายคนตั้งเป็นประเด็น ผมเดินออกจากห้องโดยมีคนอื่นๆ จากห้องอื่นๆ เดินผ่านมาเห็นผมเดินออกจากห้องนี้ ผมกลับบ้านทันทีด้วยหัวใจที่ได้เอามะเร็งร้ายออกไปจากตัว

พอกลับมาถึงบ้านผมได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่ท่านยิ่มและกล่าวชมเชยว่าทำถูกต้องแล้วลูก ทำดีไม่ต้องให้มีใครบอก เราทำแล้วเราสะบายใจก็ทำเถอะลูก วันนั้นแม่ทำอาหารหลายอย่างให้ทานเรานั่งสนทนากันจนดึกดื่น พอเช้าท่านก็พาผมไปเที่ยวที่ต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ของแม่อีกหลายท่าน


ตอนนี้อาจจะยาวไปหน่อยนะครับ...แต่ก็ขอบคุณที่อ่าน แต่ก่อนอื่นใด นี่เป็นส่วนหนึ่งของผมกับพีม ยังมีอะไรอีกมากมายที่ยังไม่ได้เล่าจนจบ จะมาต่อในตอนหน้านะครับ


จบตอนแล้วครับ...

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 13

วันนี้วันสอบวันสุดท้ายครับ ผมว่าผมทำได้เยอะ (ในความคิด) นั่งคุยเรื่องข้อสอบวันนี้กับเพื่อนๆ อยู่ในโรงอาหารได้สักพักแม็คก็เดินเข้ามาร่วมวงด้วย กับสายตาเพื่อนๆ ของผมที่ไม่ค่อยชอบแม็คที่แม็คเคยก่อกวนเพื่อนๆ และตัวผมมาก่อน เพื่อนๆ ก็ถามอยู่บ่อยๆ ว่า "มันทำกับมึงขนาดนั้น ทำไมยังไม่เลิกคบกับมันสักทีวะ" ผมก็ได้แต่เฉยๆ แต่ก็คุยกันได้ดีนะครับ แล้วก็ถึงเวลาปิดภาคเรียน

ดูท่าทางของแม็คจะดีใจเป็นพิเศษนะครับ ที่วันๆ เอาแต่นั่งเหม่อลอย เดี๋ยวโทรศัพท์อยู่บ่อยๆ ถามก็ไม่บอกว่าเป็นอะไร ผมเลยได้แต่เก็บคำถามไว้กับตัวเองรอวันที่แม็คจะเฉลย

หยุดอยู่บ้านเฉยๆ มาได้สักพักก็ได้ถึงเวลาประกาศผลสอบ ก็ไม่ได้ดั่งใจหวังล่ะครับ ผมได้ 3.67 ตกอันดับมาอยู่ที่ 6 ไกลเลยครับ ผมไม่กล้าบอกแม่ด้วยซ้ำว่าผลการเรียนตกลง แต่ที่ทำให้ความตั้งใจของผมสมหวังก็คือ แม็คอยู่ 1 ใน 10 ของสาย คิดดูแล้วกัน ก็ได้ 3 กว่าๆ

อากาศช่วงนี้เริ่มร้อนแล้วผมมักจะหมกตัวอยู่แต่กับบ้าน เปิดแอร์เย็นๆ นั่งเล่นเกมส์ อ่านหนังสือ ก็ไม่มีอะไรมากมาย วันนี้หล่ะครับเราจะได้รู้คำตอบซักทีว่าที่แม็คมันชอบนั่งเหม่อลอยอยู่บ่อยๆ เพราะอะไรกันแน่

ออด!!!!!!!!!!!!! (เสียงออดหน้าบ้านผมดังขึ้น) ทีแรกผมไม่ได้ยินหรอกครับทั้งเสียงเกมส์ เสียงทีวี พอกดอีกทีผมถึงได้ยินเลยรีบวิ่งลงไปดู ปรากฎว่าไม่ใช่ใครที่ไหนครับน้องนายพร้อมคุณพ่อ คุณแม่ ของน้องนายมาด้วยกัน 3 คน ผมก็เปิดประตูรั้วใหญ่ให้ท่านเอารถเข้ามาจอดด้านใน น้องนายวิ่งลงจากรถเข้ามาทักทายผม ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือนโตไวเหมือนกันนะเนี่ย ผมพาทุกคนเข้าบ้าน หาน้ำหาขนมมาต้อนรับ ผมก็อายๆ เหมือนกันนะเพราะว่าบ้านก็ไม่ได้จัดเตรียมไว้รกประมาณนึง แถมบ้านก็เล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตเท่าบ้านพ่อ
"โน่ลูก พาเจ้านายไปดูห้องนอนสิลูก"
"ได้ครับ เอาเป็นว่านายนอนกับพี่นะ"
"ได้ครับพี่โน่"
"เออ...นายอยู่กับพี่โน่เค้าไปก่อนนะลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่จะไปซื้อของใช้ส่วนตัวมาให้"
"ไม่เป็นไรมั้งครับของผมก็มีใช้อยู่ ให้น้องนายใช้ด้วยกันก็ได้" ผมบอก
"ได้ก็ได้อยู่หรอกลูก แต่เจ้านายเค้าใช้เปลืองนะลูก สำอางจะตายไป ไปซื้อเผื่อไว้จะดีกว่า"
และแล้วผมก็ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับบุพการีต่อไป ก็เลยเออออไปด้วยก็ดีจะได้มีของใช้ไว้เยอะๆ พอพ่อขับรถออกไป ผมก็พาน้องนายขึ้นมาดูห้องนอนของผม ที่ไม่ได้จัดเตรียมไว้เลย ก็ไม่รู้นี่หว่าว่าจะมาตอนไหน จู่ๆ ก็โผล่มา

เตียงผมเป็นเตียงใหญ่ครับ ก็นอนได้สบายๆ อยู่แล้วปกติแม็คก็เคยมานอนอยู่บ่อยๆ สักพักแม็คก็เปิดประตูเข้ามาพอเจ้านายเห็นก็โผลเข้ากอดอย่างคนที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน มันจูบกันด้วย อ๊าก ทนไม่ได้ๆ ผมต้องเดินหนีมันสองคนออกมาข้างนอก คนอะไรจูบกันไม่อายกันมั่งเลยอิจฉา พอคนรักแกมานี่เราเลยกลายเป็นคนนอกเลย ว้าแย่จัง แล้วแม็คก็มาบอกเรื่องที่ถามไว้แล้วไม่ยอมตอบก็เพราะน้องนายเนี่ยแหละครับ มันนั่งรอวันรอคืนให้น้องนายมาไวๆ อีกอย่างที่น้องนายมาช่วงนี้ก็เพราะว่าจะมาเล่นน้ำสงกรานต์ที่กรุงเทพ อืมดีเนอะแกไปเที่ยวกันสองคนก็ดีเหมือนกันผมจะได้เอาพลอยไป หุหุ...ไม่ง้อแกหรอกแม็ค

พอพ่อกับแม่ของน้องนายกลับมาสักพักแม่ผมก็กลับมาพอดี ท่านทั้งสามก็นั่งคุยกันไปตามประสาคนเคยใกล้ชิด แล้วฝากฝังเจ้าน้องนายไว้ให้อยู่ที่นี่ ท่านว่าเจ้านายรบเร้าอยากจะเรียนต่อที่กรุงเทพ ท่านไม่อยากจะขัดใจก็เลยตกลงจะให้มาอยู่ซะที่นี่

พอถึงวันสงกรานต์ผมก็นัดเจอกับพลอยที่ถนนสีลมเพื่อไปเล่นน้ำกันที่นั่น ผมคิดๆ ดูแม็คมันก็ไม่เคยเที่ยวที่กรุงเทพนี่นาเจ้านายก็เหมือนกันแล้วจะไปเที่ยวกันถูกหรอไง ตอนนั้นคิดครับแต่ไม่สนใจ สนใจแต่กับพลอย เราไปเล่นกันทุกวันแหละครับ ก็ไม่มีที่ไปแล้วนี่ครับ เล่นกันจนตัวนี้ซีด ปากเปื่อยกันเลยทีเดียวครับ ผลสุดท้ายวันสุดท้ายผมก็ไม่สบายไปตามระเบียบ ส่วนแม็คกับนายเค้ากลับไปเล่นน้ำกันบนเตียงตามเคยครับ ตกดึกก็กล้บบ้านมานอนกับผม นอนกับแม็คไม่ได้หรอกครับเดี๋ยวแม่ผมรู้เข้าบ้านแตกแน่ๆ หลังจากวันสงกรานต์ก็ถึงวันที่น้องนายจะต้องไปสอบเข้าที่โรงเรียนผมก็ติวในส่วนที่ผมเคยรู้มาว่าแนวข้อสอบเข้าที่โรงเรียนเป็นแนวไหน เพราะผมก็เคยช่วยอาจารย์จัดข้อสอบให้นักเรียนที่จะมาสอบ ผมพาน้องนายไปสอบที่โรงเรียนแต่เช้า พาไปรู้จักกับอาจารย์ทุกท่านที่มาคุมสอบวันนี้ อาจารย์หลายท่านก็มักจะทักว่าหน้าตาน่ารักดี ดูเรียบร้อย ไม่เหมือนกับผมที่ถึงจะหน้าตาคล้ายๆ กันแต่ก็ชอบทำตัวเป็นนักเลง

พอเสร็จผมเลยพาน้องนายเที่ยวเซ็นทรัลเวิร์ล, พารากอน หลายที่ที่ผมจะพาเที่ยวได้ วันนี้ผมขับรถไปเองเลยครับจะนั่งรถเมล์ทำไมให้เมื่อย

วันนี้เหนื่อยครับ...นานๆ จะขับรถไปไหนมาไหนเองก็เบื่อเหมือนกัน รถก็ติด พอกลับถึงบ้านผมก็หลับเป็นตายเลยครับ ส่วนเจ้านายน่ะหรอ ก็ไปขลุกอยู่กับแม็คที่บ้านโน้น



พิมพ์เองเหนื่อยเอง แม็คหรือโน่น่าจะมาพิมพ์เองซะบ้างนะครับ

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 12

วันนี้ผมเข้าร่วมกิจกรรมคู่กับมาร์ทเหมือนเดิมครับ วิทยากรให้แต่ละคู่ร่วมกันเล่นเกมส์ตามฐานกิจกรรมต่างๆ ทั้งปิดตาหาคู่ คือให้คนนึงปิดตาแล้วให้อีกคนนึงเรียนชื่อคู่ แล้วจะมีตัวหลอก อีก 2 คน เรียกชื่อ ผมเป็นคนเรียกมาร์ทปิดตา วันนั้นผมเรียกมาร์ทจนเสียงแหบเลยครับ แต่ดีนะที่มาร์ทจำเสียงผมได้ดีเลยไม่ใคว่เขวไปทางอื่น แต่ที่สำคัญคือตอนที่มาร์ทมาถึงตัวผมมือควานหาตัวผมนะซิ คว้าไปกระแทกโดนเป้าผมเต็มๆ ผมจุกผงไปกองกับพื้นเลยครับ (ยิ่งปวดๆ มาจากเมื่อวานอยู่) พอมันเปิดผ้าออกมาเห็นผมนั่งลงกับพื้นมันรีบพยุงผมขึ้นแล้วพาไปนั่งพักให้หาย แล้วเดินต่อไปอีกฐานนึงซึ่งเป็นฐาน(เติมน้ำใจครับ) คือจะเอาน้ำใส่แก้วแล้วให้วางบนหัวแล้วเดินไปเติมน้ำในโหลใสๆ ให้ได้มากที่สุด คู่ไหนเติมได้มากสุดในเวลาที่กำหนดถือว่าชนะ ร้อยทั้งร้อยว่าผมจะทำได้มั้ยล่ะครับ แน่นอนครับผมทำไม่ได้ เพราะปวดไข่ไม่หายเลยเดินช้ากว่าคนอื่นๆ มาร์ทก็ไม่ได้ว่าอะไรมันมีแต่จะสนุกกับทุกเกมส์ที่เราทำร่วมกัน ผมเห็นมันเป็นแบบนี้ก็ดีไปอย่าง อย่างน้อยก็ไม่ต้องมาปั้นหน้าใส่กันเหมือนคนที่โกรธกันมานาน เราทำกิจกรรมกันได้ครบทุกฐานรวมแล้ว 10 ฐานพอดี จนผมลืมแม็คไปสนิทเลยและไม่ได้ไปดูมันตอนเที่ยง เออ...แล้วคู่ของแม็คล่ะเล่นคนเดียวหรอไง เค้าคงมีเพื่อนช่วยล่ะน่า

กิจกรรมเลิกตอน 3 โมงเย็นแล้วครับ เค้าให้เข้าไปฝึกจิตกันในห้องประชุมแต่ผมกลับเดินเตร็ดเตร่ไปกลางสนามหญ้าขนาดใหญ่ มาร์ทวิ่งตามมาหา ให้ไปฝึกจิตกับมันแต่ผมก็ไม่อยากเข้ามันก็เลยไม่เข้ากับผม ผมนึกขึ้นได้เลยชวนมันไปหาแม็คที่เรื่อนหมอ
"เออ...มาร์ทเราลืมแม็คไปซะสนิทเลยอ่ะ เราไปดูแม็คกัน"
"ไปสิ"
พอผมเปิดประตูเข้าไปก็เห็นหมอพยุงแม็คเดินอยู่ในห้องเดินวนไปมา ผมกับมาร์ทก็นั่งดูอยู่ใกล้ๆ ในห้อง ดูแม็คเดินไม่ค่อยจะคล่องตัวเท่าไหร่ ผมเลยถามว่าเจ็บอยู่รึเปล่า (ตอนผมโดนมันทำทำไมผมไม่เป็นหนักขนาดนี้นะ หรือว่าร่างกายมันที่เคยฝึกมวยมามันจะฟิตเกินไปเลยทำให้ขยายตัวไม่ทันรับสิ่งแปลกๆ) มาร์ทสะกิดผมถามว่าไปทำอะไรแม็คมัน ผมได้แต่ยิ้มๆ ไม่กล้าพูดเพราะอาย มาร์ทคงจะเข้าใจได้เองนะครับว่าอะไรเป็นอะไร พอหมอเค้าพาแม็คไปนั่งที่เตียงผมเลยเดินตามไปนั่งข้างเตียงแม็คส่วนหมอก็เอายาที่เอามาใหม่ให้ผมแล้วก็กลับออกไปนั่งที่หน้าห้องโต๊ะหมอ
"โน่วันนี้นายไม่มาสอดยาให้เราหมอเลยสอดให้" แม็คกระซิบข้างๆ หูกลัวมาร์ทได้ยิน แถมหน้าแม็คมันกุ้มกริ่มด้วย
"บอกเราทำไม แต่เออขอโทดเราลืมน่ะ"
"หมอบอกว่าก้นสวย" แม็คยิ่งพูดผมยิ่งเริ่มเกิดอารมณ์เมื่อคิดถึงก้นแม็คจนของผมแข็งดันกางเกงตุงเลยครับ
"โน่นายสองคนคุยอะไรกันน่ะ" มาร์ทคงสงสัย
"เรื่องของแฟนคุยกันนายยุ่งอะไรด้วยเนี่ย" แม็คว่ามาร์ทครับ
"โหยดุจังเลยนะครับแม็ค ไม่ยุ่งก็ได้" มาร์ททำเสียงประชดประชัน "ว่าแต่เจ็บมากป่ะ"
"รู้รึไงว่าเราเป็นอะไร"
"ไม่รู้ดิโน่ไม่ได้บอกแต่ว่ารู้อยู่แก่ใจนะว่าไปทำอะไรกันมา" มาร์ทก็ยังประชดแม็คอีก สีหน้าแม็คเริ่มหงุดหงิด
"อยากโดนต่อยอีกรึไง"
"มาร์ทนายก็ยั่วประสาทแม็คอยู่ได้เดี๋ยวก็ปล่อยให้กัดกันซะเลยนี่" ผมเข้าเป็นกรรมการจับทั้งคู่แยกแต่
"ได้ได้ยั่ว ยียวนตะหาก" แล้วมันต่างกันตรงไหนเนี่ย "แน่จริงก็ลุกมาเดะ" ทั้งๆ ที่รู้ว่าแม็คลุกไม่ทันมาร์ทแน่ๆ เพราะเจ็บอยู่ แหมนายมาร์ทนี่กวนใช่ย่อยนะเนี่ย ถ้าแม็คปกติดีสงสัยนายมาร์ทคงโดนแม็คจับกดน้ำไปซะแล้วหล่ะ
"ฝากไว้ก่อนเถอะให้หายก่อนเจอที่ไหนโดนที่นั่น"
"เออแม็คจะหกโมงแล้ว ทานข้าวดีกว่าเดี๋ยวเรากับมาร์ทไปเอาให้นะ" ผมกับมาร์ทเดินไปเอาข้าวในครัว วันนี้มีหมูทอดกระเทียม ต้มจืด และไข่ต้ม ผมตักใส่จานเป็นกับข้าวไปแล้วตักข้าวใส่โหลข้าว พอไปถึงผมก็ให้มาร์ทจัดโต๊ะ (หมอกลับไปแล้วครับ) เราเริ่มทานอาหารกัน อาจารย์ที่เป็นคนดูแลเด็กเข้าค่ายก็เข้ามาเยี่ยมแม็ค ถามโน่นถามนี่จนถึงว่าพรุ้งนี้จะกลับแล้วจะเดินไหวมั้ย เพราะเราจะแวะเที่ยวกันหลายแห่ง แม็คบอกว่าจะเที่ยวด้วยไหนๆ ก็มา (แม็คมันเป็นหลานอาจารย์ครับและที่มันเข้ามาตอน ม.4 มันก็ไม่ได้สอบเหมือนคนอื่นๆ เค้ามันใช้เส้นเข้ามาเลย ผมรู้เพราะผมสังเกตเห็นเวลามันคุยกับอาจารย์มันจะพูดห้วนๆ ทุกคำเหมือนมันมีศักดิ์เหนือกว่าอาจารย์ด้วยซ้ำ) พออาจารย์เดินออกไปเราก็ทานข้าวกันต่อ พอเสร็จผมให้มาร์ทออกไปรอด้านนอกเพราะผมจะสอดยาให้มัน ตอนนี้ผมมาสังเกตเห็นว่ารอยแผลสนิทดีแล้วสะเกล็ดแผลก็ร่อนออกจนหมดแล้วผมเอายาทาให้มันตลอด แต่วันนี้สะเกล็ดมันหลุดไปไหนหมดนะ ผมถามแม็คก็บอกว่าหมอลอกออกบอกว่าจะทำให้เดินสบายขึ้น ผมเริ่มสงสัยตอนที่ผมไม่อยู่ด้วยแล้วครับว่าหมอกับแม็คสองคนทำอะไรกันมากกว่านี้รึเปล่าแต่ไม่ถามหรือไม่รู้จะดีกว่า ผมทำให้เสร็จเลยบอกให้มาร์ทไปเก็บเต้นท์ให้เรียบร้อยแล้วเอาของของผมกับแม็คที่เต้นท์แม็คมาให้ด้วย แล้วมานอนกันที่นี่เลย ตอนเช้าจะได้ช่วยกันทำความสะอาดห้องให้หมอ

พอตื่นเช้ามาแต่เช้ามืดผมรีบปลุกมาร์ทให้ช่วยกันเก็บห้อง แล้วเราสามคนไปอาบน้ำด้วยกันในห้องน้ำรวมที่คนอื่นๆ อาบด้วยกัน แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครตื่นหรอกครับ หน้ามาร์ทมันอิจฉาแม็คตลอดเลยครับผมรู้เพราะผมอาบน้ำให้แม็ค หุหุ...

พอเสร็จแล้วคนอื่นๆ ก็เริ่มทะยอยกันมาอาบน้ำ เราสามคนขึ้นไปบนเรือนหมออีกครั้งเพื่อไปขอบคุณหมอแล้วลาหมอกลับบ้าน ผมดูสีหน้าหมอก็รู้ว่าหมอดูเศร้าๆ ไป ผมพาอีกสองคนไปนั่งตรงม้านั่งที่ผมกับแม็คเราเคยไปนั่งกัน มาร์ทถามว่ารู้ได้ไงว่าตรงนี้มีม้านั่ง ผมก็บอกว่าก็วันนั้นเรามานั่งตรงนี้คนเดียว ถ้าสังเกตุดีๆ นะจะเห็นว่า วันแรกผมมานั่งตรงนี้ วันที่สองผมพาแม็คมานั่งตรงนี้ วันที่สามเราสามคนมานั่งด้วยกันตรงนี้ แม็คไม่ได้มีปัญหากับมาร์ทแล้วผมเห็นมันก็คุยกันได้ค่อนข้างดีขึ้น (ดีขึ้น) ไม่ถึงกับดีมากก็แล้วกัน พอได้ยินเสียงอาจารย์เรียกนักเรียนขึ้นรถกันได้เราสามคนเลยพากันเดินไปขึ้นรถ

สถานที่จะไปต่อไปนี้ไม่มีอะไรน่าประทับใจเท่าไหร่เพราะผมไม่ได้เดินไปไหนเลย ก็จะอะไรล่ะครับแม็คเดินไม่ไหวผมเลยเอากล้องดิจิตอลให้มาร์ทไปเก็บภาพมาให้ดู พอกลับถึงกรุงเทพฯ แน่นอนครับผมโทรให้แม่มารับบอกว่าแม็คไม่ค่อยสบายไม่อยากกลับรถเมล์ หรือนั่งแท็กซี่ผมก็มักจะเมารถยิ่งไปไหนมาไกลๆ แล้วด้วย

กลับถึงบ้านผมรีบหาข้าวหาน้ำให้ทานแล้วให้แม็คนอนเลยจะได้หายไวๆ วันพรุ้งนี้ต้องไปเรียนอีก ผมก็นอนตามมาติดๆ เรานอนกันที่บ้านผมครับ บ้านแม็คไม่มีใครอย฿มีแต่แม่บ้าน แม่แม็คไปธุระกับลูกค้าที่ประเทศลาวครับ

อีก 4 สัปดาห์ เราก็จะสอบกันแล้วตกลงแล้ว ม.4 ปีนี้ผมเลยไม่ได้ไปเรียนพิเศษที่ไหนเลยครับ แต่โชคดีที่ผมสามารถทบทวนการเรียนได้ด้วยการติวหนังสือย้อนให้แม็คทุกวัน ผมเลยค่อนข้างมั่นใจว่าปีนี้ผมจะต้องได้ไม่ต่ำกว่า 3.8 แน่นอน และเป็นที่ หนึ่งของสายวิทย์-คณิต แต่นั่นมันคือการคาดเดา แต่ถึงกระนั้นก็เถอะในเมื่อเราหวังสิ่งใดนั้นถึงแม้จะทำไม่ได้เราก็จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกันครับ และอีกอย่างผมว่าจบ ม.4 แม็คต้องได้ไม่เกินที่ 10 นะ เป็นกำลังใจเอาใจช่วยผมด้วยน้า


จบไปอีกหนึ่งตอน

แบบเรียนพิเศษ (ตอนบทเรียนชีวิต)

ผมตื่นเช้าขึ้นมาผมก็ไม่เห็นนายมาร์ทอยู่ในเต้นท์แล้ว ผมเลยหยิบเอาโฟมล้างหน้า ยาสีฟันแปรงสีฟัน เดินออกไปข้างนอก พอไปถึงห้องอาบน้ำ ผมก็เห็นแม็คยืนคุยอะไรกันไม่รู้ผมไม่กล้าเดินเข้าไปหรอกได้แต่ยืนแอบดูมันสองคน สักพักผมเห็นแม็คมันผลักมาร์ทจนล้มลงไปกับพื้น ผมรู้ทันทีเลยว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น ผมรีบเดินเข้าไปห้ามแต่ไม่ทันครับ แม็คมันง้างมือแล้วอัดเข้าที่หน้ามาร์ทเต็มๆ เลย ผมโยนของที่ถือมาลงพื้น วิ่งเข้าไปขวางแม็คกับมาร์ทเอาไว้ ผมผลักอกแม็คมันครับ แต่ตอนนั้นผมไม่รู้อารมณ์แม็คขนาดไหนแล้วเพราะผมไม่เห็นมันเป็นแบบนี้มานานแล้ว ผมลากแม็คออกมาจากในห้องน้ำพามันไปนั่งตรงที่เมื่อวานที่ผมไปหลบอยู่

"นายเป็นอะไรของนายเนี่ย" ผมเริ่มถามเมื่อนั่งลงแล้ว
"บอกไปนายก็หาว่าเราผิดอยู่ดี ไม่ต้องรู้หรอกน่า" แม็คทำหัวเสียใส่ผม
"ก็ถ้าไม่บอกจะรู้มั้ยว่าใครผิด เรื่องเมื่อวานกับนายมันไม่จบรึไง" ผมตะคอกใส่มัน
"เห็นมั้ยขนาดยังไม่บอกโน่ยังว่าเราเลย" มันทำหน้าหงอย (อ้าวแล้วแกปรับอารมณ์ได้แล้วหรอไง)
"ก็บอกมาสิจะฟัง ไม่ปงไม่ไปเข้าห้องประชุมตอนเช้าแล้ว" ยังไงๆ ณ ตอนนั้นผมจะเอาความจริงให้ได้
"เราเดินเข้าไป..."

แม็คเล้าว่า/ แม็คเดินจะมาปลุกผมที่เต้นท์ ไม่ได้เรียกก่อนเลยเปิดม่านเต้นท์เข้าไปเลย ภาพที่แม็คเห็นคือมาร์ทกำลังนอนกอด ที่มากกว่ากอดนะครับ มือก็ล้วงเข้าไปในกางเกงผม ปากก็ซุกอยู่ที่ซอกคอ เท่านั้นแหละพอมาร์ทเห็นแสงเข้ามาในเต้นท์เลยหันไปดูแล้วลุกขึ้นมาต่อว่าแม็คว่ายุ่งเรื่องของคนอื่นเค้า (มาร์ทไม่รู้หรอกครับว่าแม็คกับผมเป็นเพื่อนกันหรือมากกว่า แต่ตอนนี้มันน่าจะรู้แล้วนะ) แม็คเลยเรียกให้มาร์ทไปคุยกันในห้องน้ำ ได้ความว่า (ตอนนั้นผมยืนดูอยู่ครับ)
"มึงยุ่งเรื่องอะไรของกู กูนอนกับแฟนกูอยู่ๆ มึงก็เข้ามา" มาร์ทพูดแบบนั้นจริงๆ เพราะแม็คมันไม่ชอบการโกหก (เท่าไหร่ถ้าไม่จำเป็น)
"นั่นเพื่อนเรา แล้วเราไม่เคยเห็นนายสนิทกับโน่มาก่อนเลย นายทำแบบนั้นกับเพื่อนเราได้ไง" แม็คพยายามพูดดีๆ แล้วนะ
"เราเป็นแฟนกัน เอ่อ...วันนี้" มันตะกุกตะกัก
"หรอ แต่เราเป็นแฟนโน่มาก่อนและเรายังไม่เลิกกัน"
"ไหนว่าเพื่อนไง หรือว่าโน่เค้าไม่คิดว่านายเป็นแฟนล่ะถึงได้มามีอะไรกับเรา" ทีนี้เท่าที่ผมเห็นตอนนั้นแม็คกำหมัดแล้วครับ ก่อนที่จะผลักอกมาร์ทจนล้ม

ผมฟังแม็คเล่าจนจบ จริงๆ แล้วแม็คไม่ได้ผิดอะไรเลย แต่ก็นะเป็นคนลงมือกระทำก่อนในทางกฎหมายถือว่า เป็นการทำร้ายร่างกายบุคคลอื่น ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ มีโทษ...

ผมลุกจะเดินไปหามาร์ทที่ทำไมเราเคลียกันรู้เรื่องแล้วไม่ใช่หรอไงทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ได้นะ แต่แม็คก็ดึงมือผมเอาไว้ บอกว่าไม่ต้องไปหรอก เราไปอาบน้ำ แต่ตัวดีกว่า เพราะตั่งแต่เช้าที่มีเรื่องกับมาร์ทยังไม่ได้แปรงฟันเลย ผมเลยเดินกลับไปที่ห้องน้ำ กับแม็ค ผมไม่เห็นแล้วว่าไอ้โฟม ยาสีฟันกับแปรง มันไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ผมเลยไม่รู้จะทำไง แม็คที่วิ่งไปเอาของตัวเองที่เต้นท์มาเลยบอกว่า ใช้ด้วยกันก็ได้เราไม่ถือ (ผมก็ไม่ได้ถือนะแต่ว่าแม็คนายเป็นโรคอะไรป่ะเนี่ย) ผมก็เออออไปกับมัน ผมใช้เสร็จก็ยื่นให้แม็คใช้ต่อ ดีนะมันให้ผมใช้ก่อน หุหุ พอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเราก็เข้าไปอาบน้ำกันในห้องน้ำ ด้วยเมื่อวานผมทำผิดกับแม็คหรืออะไรก็ไม่ทราบนะ แม็คมันขอผมดูอีกครั้ง คือมันขอทำให้ผมแบบที่มาร์ททำเมื่อวาน ทำให้ผมแบบที่ผมไม่เคยยอมมันในครั้งที่ผมไม่ได้คิดกับผู้ชายเกินเพื่อนได้ ผมพยักหน้ารับ แม็คก็นั่งคุกเข้าลงกับพื้น แล้วดึงกางเกงในผมลงไปด้วย แม็คจับของๆ ผมที่เริ่มขยายตัวจนมันขยายตัวเต็มที่ แม็คอ้าปากรับแล้วอมมันเข้าไปแม็คอมให้ผมได้ลึกมากครับ ลึกจนสุดโคนเลยทีเดียว มือแม็คข้างนึงก็ดึงไข่ผมไปคลึงเล่น อีกมือก็ลูบขึ้นมาจากหน้าขาจนถึงหน้าอก ผมนี้เสียวสุดๆ แล้วแม็คก็เอามือที่ดึงไข่ผมเลื่อนต่ำเข้าไปใต้หว่างขาผม แม็คพยายามจะแหย่นิ้วเข้าไป ผมเลยบอกว่าถ้านิ้วแกไม่เอาออกมาโดนถีบแน่ๆ ถึงผมจะชอบผู้ชายได้มากกว่าเพื่อนแต่ผมยังไม่อยากมีอะไรมากกว่านี้ (มันเจ็บน้า) เดี๋ยวเสร็จแล้วจะทำให้คืนแต่ห้ามเอา แม็คก็ดึงมือออก คราวนี้แม็คคายจู๋ผมออก แล้วลุกขึ้น มันกระซิบข้างๆ หูผมว่า "ลองมั้ยโน่" ผมก็งงลองอะไรของมันวะ แม็คเห็นหน้าผมดังนั้นจึงบอกว่า "เอาเราก็ได้นะ ถือซะว่าเอาคืนที่เราเคยทำกับนายไว้" แม็คมันพูดยิ้มๆ "ไอ้บ้า...(ผมยิ้มที่มุมปากแล้วกระซิบกลับไปว่า) เอาดิทำไงล่ะ" แม็คบอกให้ผมบ้วนน้ำลายใส่มือมันมันก็บ้วนของมันลงมาด้วยแล้วเอามาทาที่จู๋ผม ผมบอกว่าจู๋เราจะเน่าป่าวเนี่ยน้ำลายนายมีโรคไรมั่งไม่รู้ มันก็ยิ้มๆ แล้วเอาที่เหลือไปทาที่ก้นมัน บอกให้ผมเอามาจ่อที่ก้นมัน มันบอกให้ผมดันเข้าไป ผมก็ด้นเต็มที่เลยครับ แม็คร้อง โอ๊กๆ..เลย มันหันหน้ามาเห็นมีน้ำตาเล็ดมาด้วย ผมเลยขอโทด (ก็คนมันทำไม่เป็นนี่นา) มันบอกเบาๆ สิ ช้าผมเลยลองใหม่ทีนี้ดีแฮะ แต่ยังไม่เข้านะแต่ก็เสียวสุดๆ ครับ มันลุ้นๆ ไงชอบกล เหมือนลุ้นว่าทีมบอลที่เราเชียร์จะชนะมั้ยนั่นแหละครับประมาณนั้น พอสักครู่มันก็ผลุบเข้าไปได้ส่วนหัวครับ แม็คร้อง อือๆๆๆ เป็นระยะๆ บอกให้หยุดก่อน ผมก็หยุด เว้นไปสัก 5 วินาทีได้ มันบอกว่าเอาดิ ผมเลยดันเข้าไปแรงครับแต่ช้าๆ นะ ไม่ได้แรงแบบพรวดเดียวเลย คราวนี้มันเข้าไปจนสุดเลยครับแต่ก็มาคู่กับเสียงของแม็คที่อือยาวตามความยาวของจู๋ผมน่ะครับ ผมเสียวจนน้ำเกือบจะแตกแน่ะ ผมเลยคาเอาไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ดันเข้าดันออกทีละช้าๆ จนเร็วขึ้น แล้วช้าลงสลับกับดันเข้าสุดแล้วเอาออกเกือบสุด แม็คก็ครางกระเส่าผมเอามือลงไปจับของแม็คดูแข็งเป๊กเลย ผมเลยปล่อยไว้งั้นแหละ ผมทำได้สักพักเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว อ้าๆ...อ้า จะออกแล้วแม็ค แม็คเลยบอกว่าเร็วๆ แรงๆ เลยเราก็จะออกแล้ว ผมก็งงๆ มือมันดันขอบอ่างไว้มือผมก็จับเอวมันไว้แล้วมันจะออกได้ไงวะ แต่ถึงกระนั้นผมก็ใส่แบบไม่ยั้งแบบคนที่ไม่เคยได้เอาใครมาก่อน แต่อึดใช้ได้สำหรับมือใหม่ สักพักผมรู้สึกว่ารูก้นของแม็คจะขมิบถี่ๆ แล้วกระตุกด้วย ผมมองดูที่พื้นเห็นน้ำของแม็คฉีดลงทั้งพื้นและก็ผลังอ่างน้ำ เยอะแยะมากมายทีเดียวครับ ผมก็เสียวสุดๆ เพราะแม็คก็ตอดได้สุดๆ เช่นกัน ผมเลยร้องอ้า...ทีเดียวแล้วกระแทกเข้าไปที่ก้นของแม็คอย่างแรงๆ ร่วม 10 ที. พอน้ำออกจนหมด ผมรู้สึกหมดแรงอย่างมาก ผมถอนจู๋ผมออกมาก็เห็นว่ามีเลือดติดตามออกมาด้วย (ไม่มีอึนะครับ) เลือดหยดติ๊งๆ เลยครับ แม็คบอกแสบชิบ...ย ผมบอกว่ามีเลือดด้วยว่ะ มันหันหน้ามาดูที่จู๋ผมก็เห็นว่ามีเลือดเยอะเลยมันเลยก้มดูที่ก้นมันเองเห็นมีเลือดไหลออกมาเป็นสายเหมือนผู้หญิงที่มีเม็นแล้วไม่ใส่ผ้าอนามัย หน้าแม็คตอนนั้นซีดมากเลยครับผมก็เช่นกัน พอดีมันไม่เยอะแยะอะไรเหมือนที่เคยเจอมาผมเลยไม่ถึงกับเป็นลม ผมบอกขอโทดนะเดี๋ยวจะล้างให้ มันบอกว่าอืมๆ แล้วยังพูดอีกว่านายก็คนแรกแหละที่เรายอมให้ทำ ผมล้างให้มันมันก็บอกแสบๆ ผมไม่รู้จะทำไงเลยอาบน้ำต่ออาบให้มันด้วย แล้วพามันไปนอนที่เรือนพยาบาล ขอยาแก้ไข้ แก้อักเสบให้มันกิน หมอที่นั่นก็มองหน้าผมกับแม็คแบบสงสัยอะไรในตัวผมสองคนมากๆ ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร แล้วเลยปล่อยมันทิ้งไว้แบบนั้นแล้วลงไปที่ห้องประชุม

นี่ผมหายหน้าไปตั่งแต่ ตี 5 ครึ่ง ถึง 11 โมงเลยหรอเนี่ย ผมดูนาฬิกาตัวเอง อาจารย์ก็ถามว่าหายไปไหนมา เลยบอกว่าเพื่อนไม่สบายไปเฝ่าอยู่ที่เรือนพยาบาล อาจารย์ไม่ว่าอะไรแล้วบอกว่าไม่ต้องเข้ากิจกรรมหรอกไปเฝ้าเพื่อนก็ได้ หายาหาข้าวให้เพื่อนทานด้วยล่ะ หมอที่นี่เค้าไม่ได้เฝ้าไข้คนป่วยนะ ผมเลยเข้าไปในครับแล้วตักข้าว ไปสองจานของผมจานนึงแม็คจานนึง แล้วเดินไปที่เรือนพยาบาล พอเข้าไปผมเห็นหมอไม่อยู่แล้ว ผมก็เลยเข้าไปหาแม็ค แม็คหลับอยู่ครับ ผมเลยเอามือไปแตะหน้าผากมันดู ร้อนรุมๆ เหมือนจะเป็นไข้เลย สักพักหมอก็เข้ามาพร้อมกับยาอะไรไม่รู้ บอกว่าให้
"เอาไปใส่ที่ก้นของเพื่อนไม่งั้นไม่หายทันกลับบ้าน" ผมก็งงเลยถามหมอว่ายาอะไร หมอก็บอกว่า
"เป็นยาเหน็บที่ก้นหลังจากที่ก้นเป็นแผลเพราะอะไรก็ตามที่สอดใส่เข้าไป" ผมอายหน้าแดงเลย หมอบอกว่า
"ไม่ต้องอายหรอกหมอถามคนไข้แล้วว่าไปทำอะไรกันมา"
ผมเลยเข้าใจว่าทำไมหมอถึงได้รู้และมองผมแปลกๆ ตอนที่เข้ามา หมอบอกไม่กวนแล้วและหมอก็เดินออกไป ผมเลยเอายาที่หมอให้ไปให้แม็ค ผมถอดกางเกงแม็คออกแล้วพลิกตัวแม็คให้นอนคว่ำ มีเสียงอู้อี้ในลำคอแม็คเหมือนการเอี้ยวตัวจะทำให้แม็คเกิดเจ็บขึ้นมา ผมพยายามทำให้เบาที่สุดจนพลิกมาได้ ผมจับแม็คแหวกที่แก้มก้นเห็นมีเลือดซิมๆ ออกมาบ้าง (เยอะอยู่นา) ผมเลยเอายาสอดลงไปถึงมันจะเป็นภาพที่ไม่สวยงามนักแต่ผมเป็นคนทำผมก็ต้องรับผิดชอบการกระทำนั้นด้วย แต่ก้นแม็คสวยนะครับยังกะตูดเด็ก ก้นขาวๆ รูก็เป็นสีชมพู ไร้ซึ่งขนที่ผู้ชายส่วนมากจะมี ของผมก็ไม่มีนะ แหะๆ ไม่รู้ว่าทำไม พอผมสอดยาลงไปได้แล้วผมก็ดึงกางเกงมาใส่ให้แม็คเหมือนเดิม สักพักแม็คก็ตื่นขึ้นมา ผมถามว่าหิวมั้ยมันก็มองตาปริบๆ ปากก็ซีดๆ ผมว่ามันหิวนะ ผมเลยบอกว่าทานข้าวแล้วก็ทานยาซะ เด๊ยวเอาอาหารไปอุ่นให้ ผมป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนยา แม็คเหมือนเด็กครับ หน้าขาวๆ ใสๆ ปากแดงๆ แก้มแดงๆ ตาตี่ๆ จมูกโด่งๆ หน้าอ่อนดีแต่นิสัยตัวจริงไม่เห็นจะเด็กตรงไหนก้าวร้าวรุ่นแรงซะมากกว่า แต่ตอนนี้เหมือนเด็กจริงๆ หน้าผมเด็กกว่าแม็คอีกนะ หุหุ...ยอตัวเองบ้างให้เท่าๆ กัน เพิ่มที่แม็คมีลักยิ้มผมก็มี แม็คมีเขี้ยวกับฟันกระต่ายผมก็มี สรุปเรามีลักษณะทางกายถาพคล้ายๆ กัน จะต่างก็ตรงที่ผมดูตัวเล็กกว่า หน้าหวานๆเท่านั้นแหละ

พอตกเย็นเพื่อนๆ ไอ้แม็คกับเพื่อนผมก็เข้ามาหา เพื่อนมันเห็นแม็คในสภาพนี้ เลยถามผมว่าผมไปทำอะไรมัน (แม็คหลับอยู่ครับ) เลยบอกว่าป่าวนะมันตากน้ำค้างเมื่อคืนเลยไม่สบายน่ะ ประมาณนั้น พอเพื่อนๆ มันไม่เห็นว่าแม็คจะตื่นขึ้นมาแล้วตอนนี้เลยกลับไป ผมเลยปลุกแม็คให้ทานอาหารและยา พอเสร็จ ผมก็มองไปที่ประตูห้องที่เป็นกระจกใสๆ เห็นมาร์ทมายืนอยู่ที่หน้าประตู ผมเลยเดินออกไปกะว่าจะถามเรื่องเมื่อเช้าด้วย พอออกไปถึงมาร์ทมันก็เข้ามากอดผมแต่ผมก็ผลักมันออกบอกว่าอย่ามาทำแบบนี้ นายผิดสัญญา มันบอกว่าขอโทดจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว ผมบอกว่าให้เข้าไปขอโทดคนข้างในด้วย มันก็ทำหน้างงๆ แล้วเดินเข้าไป มาร์ทยืนอยู่ข้างๆ เตียง แม็คถามว่าให้ไอ้นี่เข้ามาทำไม ผมบอกเออน่า แล้วตบลงที่ใหล่มาร์ทเบาๆ มันสะดุ้งซะ
"เอ่อแม็คเราขอโทดนะที่เราไปยุ่งกับแฟนนาย ถ้าเรารู้มาก่อนเราไม่ทำหรอก"
"นายด้วยแม็ค ขอโทดมาร์ทมันด้วยที่นาย เอ่อ...ไปต่อยมัน" ผมไม่รู้จะพูดอะไรแก้เขิน "มาร์ทเราก็ขอโทดนะที่ไม่บอกนาย"
"เออขอโทด" แม็คพูด แล้วผมก็ไปส่งมาร์ทหน้าประตูห้อง

ผมนอนเฝ้าแม็คถึงเช้า ตื่นขึ้นมาก็ดูอาการแม็คดีขึ้นลุกนั่งได้แล้ว แต่หมอสั่งว่าอย่าลุกเดินอาจทำให้แผลฉีกได้ ผมเลยให้มันนอนต่อ แล้วจับเอายายังเข้าก้นมันอีก มันก็ร้องเจ็บทุกครั้งที่ผมสอดยาเข้าไป แล้วเช็ดตัวให้มันเอาข้าวเอายาให้ เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย สักพักหมอก็เข้ามาแล้วบอกว่าไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ เถอะ เดี๋ยวหมดดูให้ถึงเที่ยง หมอเตรียงกับข้าวมาพร้อมกับยาสอดที่เพิ่งหมดไปเมื่อกี้ ผมเลยบอกฝากเพื่อนด้วยแล้วผมก็ออกมา


ทั้งหมดนี้คือวันที่สอง ย่างเข้าวันที่สามแล้วครับ...

วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 11

พอหลังจากที่เรามีกิจกามกันในห้องน้ำนั้น พอเราออกมาโชคดีครับที่ไม่มีใครแล้ว

เราเข้าห้องประชุมกัน ตอนนี้ผมกับมาร์ทก็นั่งด้วยกันอีกแหละครับ ผมมองหน้ามาร์ทแล้วรู้สึกละอายครับ ไม่ได้อายมาร์ทนะครับ อายความรู้สึกของตนเองครับที่ผมจากที่ไม่ยอมรับอะไรแบบนี้ แต่สุดท้ายผมก็รับมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม ทั้งๆ ที่แม็คพยายามหยิบยื่นมาให้ผม แต่ผมกลับปฎิเสธไป ถ้าแม็ครู้เข้าจะเป็นยังไงนะ...

คนอื่นๆ เริ่มทะยอยกันมาเรื่อยๆ สักพักก็มีคนมานั่งข้างๆ ผมแต่หันหลังชนกับหลังผม ผมเสียวสันหลังวาบเลยครับเพราะรู้ทันทีเลยว่าเป็นแม็ค
"ทำไม ทำอะไรผิดมาหรอไงถึงได้ขนลุกซะ" แม็คถามผมด้วยหน้าที่เย็นชาผิดกับตอนที่ออกมาจากบ้านเมื่อเช้า
"เอ่อ...อ่ะ อ่ะป่าว เปล่า อากาศมันหนาวน่ะ" ผมพูดตะกุกตะกัก แบบคนที่ทำอะไรผิดมาจริงๆ
"เฮ่อ...เราก็อุตส่าห์ไม่บังคับหรือขู่เข็นให้มา..." แม็คหยุดพูดไป "อาบน้ำกับเพื่อนใหม่หรอ นานจังเลยนะ" แม็คพูดจบก็ลุกไปจากผม ถึงตอนนี้น้ำตาผมอาบแก้มตัวเองเลยครับ
"โน่เป็นอะไรหรอ" มาร์ทที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่ไม่ได้ยินอะไรที่ผมพูดกับแม็ค หันมาเห็นผมร้องไห้
"ป่ะ ป่าว...ไม่มีอะไรหรอก ผงเข้าตาน่ะ" ผมเช็ดน้ำตาตัวเองแล้วนั่งรอวิทยากรเข้ามาบรรยาย (ผมฟังไม่รู้เรื่องเลยครับ) ผมนั่งเหม่อใจลอยออกไปคิดอยู่ว่าเราขอโทดนะแม็ค ไม่น่าเลยแค่อารมณ์ชั่ววูบแท้ๆ

วิทยากรกล่าวจบแล้วสั่งแยกย้ายกันไปทานอาหารเย็น เราไปรับอาหารจากในครัวแล้วแยกย้ายกันไปนั่งทานตรงไหนก็ได้ครับ ผมเดินออกจากมาร์ทโดยที่ลืมไปเลยว่ามาร์ทยังยืนรออาหารอยู่ ผมถือจานอาหารแล้วไปนั่งอยู่ตรงมุมที่ไกลออกไปจากคนอื่นๆ มาก ผมวางจานข้าวลงแล้วนั่งมองไกลออกไป น้ำตาผมเริ่มไหลลงมาอีกครั้ง คราวนี้ผมหยุดอารมณ์ที่ผมกลั่นไว้เมื่อสักพักไว้ไม่อยู่ผมร้องไห้อยู่คนเดียวอย่างเดียวดาย ผมพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู 21.30 น. แล้ว แต่ผมก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่อยากกลับไปที่เต้นนอน ถ้าเจอกับแม็คอีกผมคงจะสู้หน้าแม็คไม่ได้ หรือถ้าเจอมาร์ทผมก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงดี จนผมเผลอหลับไป รู้สึกตัวตื่นมาอีกทีเหมือนมีใครมานั่งอยู่ข้างๆ ที่ม้านั่งตัวเดียวกันนี้ ผมหันหน้าไปผมพูดอะไรไม่ออกเลยครับ ผมโผลเข้ากอดคนตรงหน้าแล้วร้องไห้อีก ผมสะอึกสะอื้นมากมาย
"แม็คเราขอโทด นาย..นายโกรธเขามั้ย" ผมถาม
"ในเมื่อนายไม่ได้รักไม่ได้ชอบเราก็บังคับใจนายให้มาอยู่กับเราไม่ได้อยู่ดี ถ้านายกับเพื่อนใหม่ของนายจะชอบกันหรือนายก็มีใจให้เค้าเราก็ไม่ห้ามนะ" แม็คพูดเสียงสั่นเครือ เหมือนกับเก็บความรู้สึกเอาไว้ ไม่ให้ร้องไห้ออกมา
"เราขอโทดนะแม็ค เราก็เพิ่งรู้จักกับเค้าแต่เราก็เผลอใจไปจนได้ ไม่รู้ว่าทำไมเรารู้แค่ว่าเรารู้สึกดีๆ กับเค้า" ผมอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นมาเมื่อเย็น
"อืมเราเข้าใจ ขนาดเราเห็นนายครั้งแรกเรายังชอบนายได้เลย จริงๆนะ หึหึ...เออดึกแล้วเข้าเรือนนอนเหอะ ยุงจะหามเอานะ"
ผมเดินกลับมาพร้อมแม็คแล้วแยกกันไปที่เต้นของตัวเอง ผมเดินเข้าไปในเต้นเห็นมาร์ทนอนอยู่ ผมเข้าไปเบาๆ ไม่อยากให้มาร์ทตื่น แต่มาร์ทก็หันหน้ามาหาผม ถามผมว่าไปไหนมา ตามหาซะจั่งนาน ผมก็บอกไปว่าไปหาเพื่อนที่เต้นอื่นมาน่ะ แต่มาร์ทก็จับได้ว่าผมโกหกเพราะเห็นผมตาบวมแดงก่ำ มาร์ทบอกว่าถ้าลำบากใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเย็นมาร์ทขอโทด แล้วถ้าไม่อยากคบกับมาร์ทก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดีจะทำร้ายจิตใจมาร์ทเลยหรอ แต่ปากผมก็ไวกว่าความคิดครับ
"มาร์ทเราขอโทดนะ"
"เรารู้อยู่แล้วว่าผู้ชายอย่างนาย คงจะรับเกย์อย่างเราไม่ได้หรอก" มาร์ทพูดด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
"แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้นี่" ผมพยายามยิ้มออกมา แต่ก็ฝืนอยู่ดี
"อืมๆ จะทำไงได้ล่ะเราน่าจะทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้ก่อน"
"เราก็ผิดเหมือนกันที่ปล่อยไปโดยที่ไม่คิดผลที่จะตามมา" ผมเอาตัวมาร์ทเข้ามากอดไว้ "ขอบใจนะที่มอบความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ยังไงเราก็จะยังคงความเป็ฯเพื่อนกันตอลดไป" ผมปล่อยมาร์ทออกจากอ้อมแขน น้ำตามมาร์ทที่ไหลลงที่ไหล่ผมยังคงอุ่นๆ ทำให้ผมละอายใจเป็นอย่างมากที่ทำให้คนที่ดีๆ ต้องมาเสียใจเพราะผม (ถึงสองคน)

กลับไปคบกับพลอยเหมือนเดิมดีกว่าเรา...

นี่แค่วันแรกของการเข้าค่ายนะครับ สุดๆ ไปเลย...กว่าจะเรียงเรื่องที่มันผ่านมานานหลายปีได้เนี่ย สุดฝีมือแล้วนะ

วันนี้แค่นี้...พรุ้งนี้เรามาต่อกันนะครับ

จบตอนแล้วครับ

แบบเรียนที่ 10

ตั่งแต่วันที่แม็คได้ให้สัญญากับผมเรื่องนั้น (จำกันได้ป่าวเนี่ย) จนถึงวันนี้ก็มั่นใจได้แล้วว่าแม็คจะไม่กระทำอะไรที่มันเลวร้าย 2-3 เดือนที่ผ่านมาแม็คทำตัวดีขึ้นๆ สม่ำเสมอ ไม่ค่อยเอาแต่ใจแล้ว ไม่ก้าวร้าว ทำตัวเหมือนกับว่าไม่มีแม็คคนเก่าเลยแม้แต่เงา

ตอนนี้ผมยังอยู่ที่เชียงใหม่ ยังไม่อยากจะกลับกรุงเทพฯ ไม่รู้จะกลับไปเพื่ออะไรไม่มีอะไรจะทำอยู่ที่นี่สนุกดี อากาศก็ดีด้วย อีกอย่างนะ แม็คบอกว่าไม่อยากกลับเลย...อยากอยู่กับนายนานๆ ผมก็เออเอากับมันสิ ตกลงแม็คเป็นอะไรกันแน่เนี่ย เดี๋ยวนิยมเพศตรงข้าม เดี๋ยวก็นิยมไม้ป่าเดียวกัน ผมก็งงกับมันจริงๆ ครับ แต่ก็ไม่อะไรกับมันมากมายนักหรอกครับ เพื่อนกันมันจะเป็นอะไรยังไงก็เพื่อน ส่วนน้องนายนี่ผมแน่ใจแล้วล่ะครับดูหงิมๆ ติ๋มๆ เรียบร้อย มีระเบียบ ร้องไห้เก่ง แต๋วชัวๆ เลย อย่างว่าละครับผมคบกับเพื่อนได้ทุกรูปแบบ น้องชายผมมันจะเป็นอะไรผมก็ปล่อยๆ มันไป วิถีชิวิตกำหนดเอาเองผมได้แต่เตือนว่าอย่าทำให้พ่อ-แม่ ต้องเสียใจเพราะเราเท่านั้น

ผมหันมามองดูตัวเองว่าทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมมักจะวางแผนเอาไว้เสมอๆ อะไรที่ทำไม่ได้หรือทำไม่สำเร็จ ผมก็จะหาทางใหม่หรือไม่ก็เปลี่ยนไปทำอะไรที่มันดีกว่า คิดว่าถ้าผมเรียนจบ ม.ปลาย ผมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงสักแห่ง (จริงๆ ก็มีอยู่ในใจครับ แต่ไม่บอกดีกว่านะ) เรียนจบ ป.ตรี ผมว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว จะหางานดีๆ ทำให้แม่ภูมิใจ

ผมโทรหาแม่ที่กรุงเทพฯ ว่าเป็นไงบ้าง พุตตี้ล่ะ...จิปาถะที่จะถาม แม่ก็ถามกลับบ้างว่าไปอยู่ตั่งหลายวันไม่เห็นโทรมาหาแม่บ้างเลย เที่ยวสนุกจนลืมแม่แล้วล่ะสิ ผมก็ได้แต่บอกว่าลืมแล้วก็ลืม นึกขึ้นได้เลยโทรหาไง...

หลังจากคืนวันที่แม็คกับน้องชายมีอะไรกันนั้น ผมก็ปลีกตัวย้ายไปนอนกับพ่อ อ้างว่าอยากคุยด้วยนานๆ จะได้มาหาพ่อสักที ผมก็ลื่นไหลไปเรื่อยๆ ล่ะครับ เพื่อเพื่อนและน้องได้มีความสุขกัน

ทุกวันหลังจากนั้น ผมก็มักจะเห็นแฝดสยามที่ตัวติดกันนะครับ ไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่ห่างกันแม้เสี้ยววินาที คือหมั่นใส้นะครับ แม็คกับน้องชายเดินจู๋จี๊ ดู๋ดี๊กันจนออกนอกหน้าตา บางทีมันก็มานั่งสวีทกันต่อหน้าต่อตาผม ผมเดินหนีมันเดินตาม

เห่อ...นี่วันนี้ผมเล่าอะไรให้คุณๆ ฟังกันเนี่ย อย่าว่ากันเลยนะครับ คนมันเหงาน่ะ อุตส่าห์พาเพื่อนมาเพื่อนก็ดันไปสนิทกับอีกคนนึง ผมนี้หงอยไปเลย ได้แต่นั่งหน้าเศร้าไปวันๆ จนมาถึงวันที่ผมจะได้เพื่อนคืนมาก็มาถึงจนได้ อีก 2 วัน จะเปิดเทอมแล้วผมเลยบอกแม็คได้เวลาลาน้องนายกลับบ้านแล้วนะ จะได้ไปเตรียมตัวไปโรงเรียนกัน จนวินาทีสุดท้ายที่สนามบินขาออกมันยังละล่ะละลักล่ำลากันจนเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ประกาศเรียกผู้โดยสารรอบสุดท้ายมันถึงจะแยกจากกันได้

พอกลับมาถึงบ้าน สุดท้ายผมก็เสียเพื่อนของผมไปแล้วครับ แม็คไม่สนใจผมเลยมัวแต่นั่งคุยโทรศัพท์ทางไกลถึงน้องนายทั้งวันและทุกวัน เวลาผมติวหนังสือให้เดี๋ยวก็ขอตัวไปโทรศัพท์จนผมก็สุดจะทน เลยยึดโทรศัพท์มันมาเก็บไว้ซะเลย เวลาไปโรงเรียนก็เหมือนเดิมครับกิจวัตรประจำวันของผมเป็นอย่างไร ก็เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

ขอข้ามช่วงน่าเบื่อๆ ไปเลยละกันนะครับ นี่เป็นภาคการเรียนที่ 2 ของ ม.4 ก็ผ่านมาจนถึงเกือบๆ จะปลายเทอมแล้วก็จะมีการจัดกิจกรรมทัศนะศึกษาเข้าค่ายอบรมความมีระเบียบวินัยและส่งท้ายปิดภาคเรียนฤดูร้อน จะเข้าค่ายกัน 4 วัน 3 คืน. ผมชอบการเข้าค่ายนะ หนึ่งได้เที่ยว สองเพื่อนต่างห้องที่เราไม่เคยรู้จักกันเลยตลอดปีเราจะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน สามได้ผจญภัยในที่ที่ลำบากยากเข็ญ

วันเข้าค่าย...
เราไปกันในวันศุกร์ กลับวันจันทร์ วันแรกที่ไปถึงผมได้นอนคู่กับเพื่อนต่างห้อง คนนี้ดูหน้าตาแล้วจัดว่าดูดีแบบคุณหนูๆ เด็กเรียนประมาณนั้น เรากล่าวทักทายกันตอนจัดเต้น จัดที่นอน แล้วเราก็ต้องไปเข้าซุ้ม เข้าฐานกิจกรรมต่างๆ กัน ผมก็จะโดนจับคู่ให้ได้อยู่กับคนนี้ตลอดเลย ผมถามเค้าว่าชื่ออะไร เค้าก็บอกว่าชื่อมาร์ทครับ จากที่ได้คุยกันจนชักจะสนิทแล้ว นายมาร์ทที่ดูคุณหนูเรียบร้อยก็เริ่มออกลาย ผมว่าเวลาเค้าเข้าฐานต่างๆ เค้าดูลุยๆ ขัดกับหน้าตาชอบกล ผมก็ได้แต่ตามๆ ไป บางคำที่พูดกันก็หยาบบ้างดีบ้าง ผมก็เออดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องวางตัวลำบาก พอช่าวบ่ายที่เราร่วมเข้าฐานต่างๆ แล้ว พอ 18.00 น. ก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปชำระร้างร่างกายกัน หรือไม่ถ้าไม่อาบน้ำ (บางคน) ก็จะไปเดินเล่นชมวิวกัน ส่วนผมหรอครับเหงื่อชุ่มตัวไปหมดไม่อาบได้ผื่นขึ้นคันทั้งคืนแน่ๆ เลย ไม่ได้เอายาแก้แพ้มาซะด้วยซิ ผมยืนรอต่อคิวจะอาบน้ำ รอนานมากๆ แต่แล้วก็มีเสียงนึงเรียกชื่อผม
"โน่ๆ ทางนี้ๆ" มาร์ทกวักมือเรียกผม
"อะไรหรอ"
"มานี่ มาอาบน้ำกับเราก็ได้ อาบพร้อมกันจะได้ไม่ต้องรอคิว"
"เออๆ" ผมก็ว่าง่ายอยู่แล้วครับ ปกติบางทีผมก็อาบน้ำที่โรงเรียนกับเพื่อนบ่อยไป
ผมเอาผ้าขนหนูไปแขวนไว้ที่ตะขอตรงประตู ทั้งตัวผมเหลือแต่กางเกงในตัวเดียว (สีขาวบางๆ) ผมหันไปอีกทีเห็นนายมาร์ทแก้ผ้าออกหมดเลย ผมร้องเห้ย...
"มาร์ทนายจะแก้ผ้าทำไม"
"อ้าว...จะอายอะไรล่ะ เนี่ยถ้าไม่ถอยเราก็ต้องเอากางเกงในเปียกๆ กลับบ้านล่ะสิ"
"หรอ ตามสบายนะ" ผมเห็นแล้วหูยใหญ่กว่าผมซะอีก
"แล้วนายไม่ถอดล่ะ ไหนๆ เราก็แก้แล้วโน่นายก็ถอดเหอะไม่ต้องอายหรอกน่า"
"อ่ะก็ได้ แต่อย่าแซวเรานะ"
"ทำไมเล็กมากเลยหรอ" มาร์ทพูดจบแล้วก้มลงมองของผม "อ้าวก็ไม่เล็กนี่หน่า พอๆ กันแหละ 555+"
แล้วนายมาร์ทก็อาบน้ำซุ่ๆ ไปเรื่อย เราหันหน้าเข้าหาอ่างอาบน้ำทั้งคู่ เมื่อผมกำลังถูสบู่อยู่นั้น ผมก็เหลือบไปเห็นของมาร์ทครับ มันชี้เด่เลยอ่ะ ผมหันหน้ากลับที่เดิมแล้วตั่งหน้าตั่งตาอาบน้ำต่อ
"หุหุ...อยู่ๆ มันก็แข็ง ไม่รู้ทำไม"
"ถ้ามีอารมณ์ก็ว่าวเดะ เราเสร็จแล้วเราออกไปก่อนแล้วกัน" ผมกำลังเก็บของเอาผ้ามาเช็ดตัวกำลังจะเดินออกจากห้องน้ำ
"อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนสิ อย่าเพิ่งออก เผื่อมีคนต่อคิวนายเดินออกไปคนอื่นเค้าก็รู้สิว่าเราทำอะไร" มาร์ทรั้งมือผมเอาไว้
"แต่ว่า"
"น่าโน่" มันอ้อนครับ
"เออก็ได้" ผมเลยไปยืนพิงอ่างน้ำกึ่งนั่งบนขอบอ่าง ผมใส่กางเกงในครับแต่ผ้าก็ยังถือไว้ไม่ได้คาดเอว นายมาร์ทก็สาวว่าวของตัวเองไปเรื่อยๆ ผมชักจะเริ่มมีอารมณ์บ้างสิครับ ไอ้ที่สงบๆ อยู่มันก็ขยายพองตัวขึ้นมาดันกางเกงในตุง ปวดจู๋ไปหมด มาร์ทเห็นผมมีอารมณ์บ้างเลยบอกให้ผมชักเป็นเพื่อน ผมไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมเลยถอดกางเกงในออกแล้วสาวว่าวตามมาร์ทไป สักพักมาร์ทบอกให้ผลัดกันชัก ผมก็เอ้ชักจะยังไงๆ อยู่นะ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเลยเล่นตามบทไป มาร์ทเอื้อมมือมาจับของผมเค้าคลึงๆ แล้วบีบๆ บอกว่าแข็งดีจังนะ ผมก็ยิ้มๆ เอื้อมมือไปจับของมาร์ทบ้างอือมันแปลกดีแฮะ ของมาร์ทอวบกว่าของผมครับ ขาวๆ หัวแดงๆ มีน้ำเยิ้มเป็นสาย ของผมก็เช่นกันครับ แค่ไม่อวบเท่าเน้นที่ยาวครับ หึหึ...เราผลัดกันชักไปได้สักพัก มาร์ทก็พูดขึ้นมาว่า
"อยากเสียวกว่านี้มั้ยโน่"
ผมก็ทำหน้างงๆ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วไม่คิดอะไรมากแล้วครับ ผมเลยตอบไปว่า "อยากสิ" มาร์ทนั่งลงยองๆ หน้ามาร์ทมาอยู่ตรงจู๋ของผม ผมก็อะไรงงๆ หรือจะทำแบบที่แม็คพยายามจะทำให้ผมนะ คิดไม่ทันความรู้สึกครับ มาร์ทครอบปากลงมาที่จู๋ผม มาร์ทดูดเข้าออก อย่างช้ากับสลับเร็ว เสียวเลยสิครับผมปล่อยให่มาร์ททำไปเรื่อยๆ จนใกล้แล้วผมเลยบอกมาร์ทจะออกแล้ว แต่มาร์ทก็ไม่ยอมปล่อยปากจากผมยังคงดูดและดูดแรงขึ้นกว่าเดิมอีก ผมทนไม่ไหวเลยปล่อยน้ำออกมารู้สึกว่ามากมายกว่าตอนที่ชักว่าวเองซะอีก นายมาร์ทดื่มกินน้ำของผมไปจนหมดทุกหยดหยาด ผมรู้สึกเบาตัวเลยครับ นายมาร์ทลุกขึ้นมายิ้มให้
ผมก็ถามว่า "ไม่รังเกียจหรอไง"
มาร์ทบอกว่า "ไม่หรอกเพื่อโน่มาร์ททำให้โน่ได้เสมอ มาร์ทชอบโน่มาตั่งนานแล้วหล่ะ แต่ไม่รู้จะคุยยังไงดีอยู่คนละห้องอีกอย่างกลัวเพื่อนรู้ด้วยว่าเราเป็นอะไร"
ผมเลยถามต่อว่า "แล้วนายเป็นอะไร"
ผมก็นึกถึงแม็คเลย หรือว่านายมาร์ทจะเป็นแบบแม็คนะ ผมไม่รังเกียจมาร์ทหรอกนะที่ทำกับผมแต่กลับรู้สึกดีกับมาร์ท เป็นไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ทั้งๆ ที่เราเพิ่งจะรู้จักกันวันเดียวเอง พอเราคุยกันเสร็จมาร์ทก็เก็บของเตรียมจะออกจากห้องน้ำ ผมกลับดึงมาร์ทเอาไว้
"นายยังไม่เสร็จเลยนี่" ผมนึกได้อย่างเดียวครับในเมื่อมาร์ททำให้เราได้เราก็ต้องตอบแทนเค้า "เราจะทำให้นายเอง" ผมก้มหน้าลงไปแบบที่มาร์ททำ ผมเอาของมาร์ทมาเลียๆ ดมๆ ดู กลิ่นคาวนี่คุ้งเชียว ผมรู้สึกผะอืดผะอมแต่ก็จะทำ ผมครอบปากลงไปที่จู๋ของมาร์ท มันคับปากมากเลยครับ หรือว่าผมไม่เคยเลยไม่ชิน ผมพยายามทำให้ได้ดีที่สุดเหมือนที่มาร์ททำให้ผม
"จะออกแล้วนะโน่"
ผมพยักหน้ารับ แล้วทำต่อผมจะลองดูว่ามันเป็นยังไงถ้าผมกินมันลงไป มาร์ทเกร็งตัวแล้วกระตุก ฉีดน้ำเข้ามาในปากผม กลิ่นคาวมันออกมาเยอะแถมน้ำที่ฉีดออกมาก็มากซะจนล้นปากผม ผมพยายามกลืนมันลงไป รสชาติมันแปลกๆ ครับ แต่สักพักผมก็ทนไม่ไหว อวกมันออกมาหมดครับ ผมอ๊อกออกมาจนน้ำตาเร็ดเลยครับ มาร์ทก็พยุงผมขึ้น
"เป็นอะไรมั้ย คราวหลังไม่ต้องทำให้เราหรอก ให้เราทำให้โน่ก็พอ" ผมพยักหน้ารับแล้วเราสองคนก็รีบเก็บของออกจากห้องน้ำไปแต่งตัว



ไปต่อกันตอนหน้านะครับ...

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 9

คืนนี้ก็เหมือนกับคืนก่อนๆ ที่ผมกับแม็คอาศัยห้องของน้อง "นาย" นายมันเป็นเด็กน่าตาดี เรียนโรงเรียนเอกชนชื่อดังในเมืองเชียงใหม่ แต่คืนนี้มันแปลกๆ ครับ ผมเห็นว่าแม็คกับนายคุยอะไรกันก็ไม่ทราบกันสองคน บางทีก็มักจะมองมาทางผมบ้างบางคราว ผมเลยเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาเลยเดินไปถามมันสองคนว่ามีอะไรกัน ก็ตอบ ตระกุก ตระกัก ผมว่าไอ้สองคนนี้มันต้องมีแผนอะไรสักอย่าง ช่างมันเถอะครับถ้าไม่เกี่ยวข้องกับตัวผม

ผมกลับมานอนที่เตียงแล้วก็หลับไป รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาไม่รู้เวลาใดแต่รู้สึกว่าเตียงจะขยับเป็นจังหวะยังไงชอบกล แล้วเสียงซีดซาดก็แผ่ซ่านเข้ามาในโสตสัมพัสของหูผม ผมเดาออกโดยที่มองไม่เห็นทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นบนเตียงนอนนี้ ไอ้แม็คกับไอ้นายมันมีอะไรกันแน่ๆ ผมรู้สึกว่าทำไมไม่ไปทำกันในที่ลับกลับมาทำที่เตียงที่มีผมนอนอยู่ด้วยนะ
"พี่แม็ค พี่โน่ขยับตัวน่ะ เบาๆ ก่อนสิ" นายกระซิบกับแม็ค
"ไม่ตื่นหรอกน่า แค่ขยับตัวน่ะ"
ใครจะไปลุกขึ้นมาขัดจังหวะล่ะ ดีไม่ดีมันสองคนช่วยกันล็อคตัวผมซวยเลย

ผมทนฟังเสียงจนผมก็ทนไม่ไหวเหมือนกันครับผมเริ่มมีอารมณ์ ไอ้นั่นของผมมันก็แข็งตัวชูชันใหญ่ ตอนนั้นผมนอนตะแคงหันหลังให้สองคนนั้น ผมก็เลยล้วงมือเข้าไปช่วยตัวเองซะบ้างเลย
"พี่แม็คแรงๆ เลยครับผมจะแตกแล้ว" นายมันทำเสียงกระเส่า มันดึงผ้าปูที่นอนจนผมรู้สึกได้
"ครับน้องนาย" สิ้นเสียงสองคนนั้นเตียงก็สั่นแรงมากขึ้น
"อ้า...ออกแล้วครับพี่แม็ค"
"อ่ะ อ่ะ...อ้า ออกเหมือนกัน" เตียงหยุดสั่นน้ำของผมก็ออกไปพร้อมๆ กับเสียงแม็คที่ร้องออกมา พอมันสองคนหยุดได้สักพักผมก็ลุกออกจากห้อง ผมไปเปลี่ยนกางเกงน่ะครับ แล้วไม่อยากกลับไปเห็นมันสองคนนอนกอดกัน ผมเลยดูนาฬิการ นี่ก็ตี 5 กว่าแล้ว ผมเลยออกไปนั่งหน้าระเบียงบนชั้นสองของบ้าน บ้านนี้จะอยู่บนเชิงเขาครับหันหน้าทางทิศตะวันออก ซึ่งถ้าผมนั่งหน้าระเบียงนี้ก็จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าโดยที่ไม่ต้องขึ้นไปบนเขาที่คนอื่นเค้าไปกัน ผมนั่งได้สักพัก แสงสีส้มเริ่มโผล่ขึ้นมา ยังไม่ทันจะเห็นเท่าไหร่ ก็มีเสียงเรียกจากด้านหลัง
"อ้าว ไม่นอนหรอกหรอมาทำอะไรตรงนี้ล่ะ" เสียงเรียกของแม็คนั่นเองครับ ผมเลยหันไปมองมัน มันเดินมาโดยใส่ชุดนอนตัวเดียวกับตอนก่อนมันเข้านอน ผมเลยมองไปที่เป้ามัน เห็นของมันที่ยังไม่แข็งแต่ก็กิ่งๆ ล่ะครับ
"นอนไม่หลับแล้ว อยากดูพระอาทิตย์ตอนขึ้นน่ะ"
"หรอขอดูด้วยคนสิ" มันเข้ามานั่งในท่าที่เหมือนผมนั่งอยู่ตักคือนั่งหว่างขาของมัน
"อะไรกันนั่งแบบนี้เดี๋ยวไอ้นายมันก็หึงเอาหรอก"
"อะไรหึงอะไรกันไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย" มันเฉไฉครับ
"นั่งห่างๆ หน่อยก็ได้" ผมบิดตัวจะลุกขึ้น มันก็โอบมือเข้าที่เอวผม
"ขอกอดหน่อยดิ"
"บอกแล้วไงว่าไม่ชอบ" ผมขึ้นเสียง "แล้วทีหลังน่ะ ถ้าจะมีอะไรกันกรุณาไปให้มันห่างๆ หน่อยได้มั้ย"
"รู้ด้วยหรอ" มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ แล้วซุกลงที่ซอกคอ
"รู้สึกเลย" ผมพูดไม่ออกครับมันเขินๆ น่ะ
"หึงเราหรอโน่"
"ไอ้บ้าหึงอะไรไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย" ผมรู้ตัวเลยว่าหน้าแดง ผมยิ้มที่มุมปาก พอดีรับกับแสงพระอาทิตย์ที่สว่างขึ้นเมื่อโผล่พ้นขอบฟ้าอันแสนไกลโพ้น แม็คเห็นผมยิ้มเลยเลื่อนหน้ามาจูบปากผม ผมหันหน้าหนี ผลักมันออกไปให้พ้น ถึงผมจะรู้สึกดีกับมันก็จริงแต่ไม่ใช่แบบนี้ ผมคิดแค่เพื่อนกันเท่านั้น ถ้าจะมีแตะต้องบ้างก็ห้ามเกินงาม
"ขอโทดนะโน่เราลืมไปน่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าจะทำอะไรมากกว่านี้เจ็บตัวแน่มึง"ผมกระแทกเสียงแบบหรอกๆ ไม่ได้จริงจังนะครับแต่เจ็บจริง "แล้วนายอ่ะ" ผมถามมัน
"หลับมั้ง"
"หรอ...ไม่ปลุกมากอดกันเลยล่ะมากอดเราทำไม"
"ก็ไม่รู้ดิ อยากกอดโน่มากกว่า"
"กอดอ่ะได้ แต่ถ้าทำน้องเราเสียใจนะนายโดนดีแน่" ผมขู่มันไว้ก่อน
"เราจะรับผิดชอบทั้งพี่ทั้งน้องเลย"
"ไอ้บ้า รักพี่...เสียดายน้องรึไง"
"ก็น่ารักทั้งพี่ทั้งน้องแบบนี้จะปล่อยให้ไปเป็นของคนอื่นได้ยังไงล่ะ"
"ไม่เอาโว้ยไม่ชอบผู้ชายซักหน่อย" ผมโวยวาย แต่แก้มแดง
"งั้นเราจะรอจนกว่าโน่จะรับได้แล้วกัน"
"ชาติหน้าตอนบ่ายๆ นะ ถ้าคิดจะรอเราน่ะ"
"เออจ้า...ถึงวันนั้นเมื่อไหร่เราก็ยังไม่เปลี่ยนใจไปรักคนอื่นหรอก"
"จริงอ่ะ 555+...ทำไมนายต้องชอบเราด้วยล่ะ หรือว่านายเคย..." ผมหยุดนึกนิดนึง "ชอบผู้ชายมาก่อน"
"ตอนเรียน ม.ต้นน่ะเคยคบกับแฟนที่เป็นเกย์ พอจบแยกย้ายกันก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย"
"หรอแล้วนายคิดหรอว่าเราจะชอบนายเหมือนคนอื่นๆ"
"ไม่รู้ดิ" มันยังกอดผมไม่ยอมปล่อยสักที สว่างแล้วจะมีใครมาเห็นมั้ยเนี่ย
"หิวแล้วลงไปทานข้าวเหอะ"
"งั้นเราปลุกนายก่อนนะ" แม็คมันแยกเข้าไปปลุกไอ้นายที่นอนอยู่ ผมก็เดินลงมาข้างล่าง
"โน่ นายไม่ได้อยู่ในห้อง"
"อ้าว...อยู่ในห้องน้ำรึเปล่า"
"ไม่รู้ดิ" แม็คมันไม่ได้เข้าไปดูผมเลยวิ่งขึ้นไปดูเองเลยครับ ผมเห็นห้องน้ำเปิดแง้มอยู่ ผมเลยเรียกนาย แต่นายไม่ยอมขานรับ ผมเลยเปิดประตูเข้าไป เห็นนายนั่งร้องไห้โดยมีน้ำฝักบัวเปิดแช่ตัวมันอยู่
"ร้องไห้ทำไม"
"พี่โน่กับพี่แม็คหลอกนาย"
"พี่หลอกอะไรนาย ถ้าพี่เป็นอะไรกับแม็คมันมากกว่าเพื่อน พี่มากกว่านะที่จะต้องเสียใจไม่ใช่นาย"
"แล้วทำไมพี่โน่กับพี่แม็คต้องกอดกันด้วย จูบกันด้วย"
"เฮ้ย...ไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ"
"พี่โน่ผมสับสน ไม่รู้ผมทำอะไรอยู่ ผมชอบพี่แม็ค" มันร้องไห้ใหญ่เลยครับ เสียงสั่นตลอดเลย
"พี่ไม่เคยคิดกับแม็คมากกว่าเพื่อนพี่เลยนะ นายไม่ต้องห่วงหรอกเชื่อใจพี่ได้"
"จริงๆ นะครับ"
"จริงสิครับ" ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมนายต้องชอบแม็คหรือชอบผู้ชายผมเลยถามต่อ "นายเป็นเกย์หรอครับ" ผมถามตรงๆ เลย
"....."นายไม่ตอบแต่พยักหน้าแทน
"พี่ไม่ว่าอะไรนะถ้านายจะเป็นอะไร...แต่นายอย่าอ่อนแอ อย่าทำให้พ่อกับแม่เสียใจ" ผมพานายมันออกมาจากห้องน้ำ จับมันเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยผมไม่ถือสาอะไร ผมถอดมันหมดทั้งตัวหล่ะครับ เห็นทั้งตัว
"พี่โน่ ไม่ต้องถอดตรงนั้นหรอกผมถอดเองได้"
"ไม่เป็นไรไงนายก็น้องพี่ พี่ทำให้ได้ อายรึ" ผมถามยิ้ม แก้เขินให้นาย
"แล้วแต่พี่ดิ ถอดก็ถอด"
ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นายมันเสร็จ แตะหน้าผากดูตัวรุมๆ ผมเลยให้มันลงไปทานข้าวแล้วทานยาซะ

ผมลงไปคาดโทดกับแม็คอีกที ถ้าทำไอ้นายร้องไห้อีก ผมเอามันตายแน่ มันก็บอกว่าเชื่อใจได้มันจะไม่นอกใจนายอีก และจะไม่ทำให้นายเสียใจ

"แม็คนายสัญญากับเราแล้วนะ ปีหน้ามันจบ ม.3 มันจะไปอยู่กับโน่ที่กรุงเทพฯ หวังว่านายจะ...ดูแลมันด้วยนะ" ผมบอกมันหลังจากที่ผมถามนายว่าจบ ม.3 จะเรียนต่อที่ไหน
"จริงหรอ" แม็คมันยิ้มดีใจแก้มแดง "ไม่ต้องห่วงหรอกน่า...จะดูแลนายให้ดีที่สุดเล้ย"




จบตอนอีกตอนหนึ่งแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แบบเรียนที่ 8

ตั้งแต่เดินลงรถมามีแต่คนมองว่าไอ้สองตัวนี้ไปฟัดกับใครมาหน้าตามีแต่รอยมือรอยหมัด ก็ผมกับแม็คน่ะซิ เมื่อคืนก่อนนอนส่องกระจกดูมันยังไม่แดงเป็นรอย 5 นิ้ว ขนาดนี้นี่หว่า ไหนวันนี้มันออกอาการมากกว่าเดิมอีกนะ เราสองคนต้องเดินคอยหลบหน้าคนอื่นๆ รวมทั้งเพื่อน แต่สุดท้ายตอนเข้าห้องเรียนเราก็ต้องเจอเพื่อนๆ ถามอีก ก็ต้องตอบไปว่าโดนแฟนตบมา ก็ไม่มีอะไรพวกมันถาม พอได้คำตอบแล้วก็แล้วกัน ช่วงบ่ายผมโดดเรียนอีกแล้วครับ (ขี้เกียจเรียน) ผมลงไปโรงยิมช่วยอาจารย์สอนน้องเล่นบาส มันดีหนุกทุกวันเลยที่โดดเรียนลงมาเนี่ย

เลิกเรียนไอ้แม็คนั่งรอผมอยู่ที่ตู้ยามหน้าโรงเรียน
"ทำไมลงมาช้าจัง" แม็คถามผม
"ก็ลงไปโรงยิมมา กว่าจะเลิกกว่าจะล้างหน้าตาเสร็จก็เลยมาช้า ทำไมล่ะ"
"โดดเรียนอีกล่ะสิ ถ้าเรียนไม่ทันเพื่อนแล้วจะมาติวหนังสือให้เราได้ไงล่ะ"
"แหมเก่งอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวเราไม่ทันเพื่อนหรอกเทอมหน้าเรียนก็จะลงเรียนพิเศษเพิ่มด้วยก็ไปเรียนกับเราสิ"
"อืม ไปเหอะหิว" มันยืนลูบท้องตัวเอง
"อ้าวเพื่อนๆ นายล่ะไปไหนหมด"
"กลับไปแล้ว"
"หรอคิดว่าเพื่อนทิ้งหมดแล้ว" มันทำหน้ามุ่ย เอาหมัดมาสกิดไหล่ผม "แทงใจดำล่ะสิ 555+"
แล้วผมกับแม็คเราก็ไปดิเอ็มโพเลียมกัน หาข้าวทานกันสองคน หุหุ...ไม่ได้สวีทกันนะครับ ผมนัดพลอยไปเจอกันที่นั่นด้วย และผมว่าฝนกับแม็คคงจะเลิกติดต่อกันแล้ว

นี่ก็ใกล้จะสอบปลายถาคเรียนที่ 1. แล้วผมไม่ค่อยไปไหนมาไหนแล้วเข้าเรียนทุกคาบ เลิกเรียนเราก็สุมหัวโดยจะลาดแม็คจากห้องมันมานั่งติวกันในห้องผมร่วม 20 กว่าคน คนไหนเรียนเก่งๆ ผมมักจะบังคับห้ามกลับบ้านก่อนให้อยู่ช่วยติวเพื่อนๆ ในห้อง แต่ก็ตอบแทนโดยการพาไปทานข้าวกันนะครับ

พอถึงวันประกาศผมสอบ ผมได้เกรดเฉลี่ยเป็นอันดับสองของสาย (สายวิทย์-คณิต) ส่วนแม็คนะหรอครับ อันดับที่ 10 ต้นๆ ก็ถือว่ามันเก่งขึ้นเยอะแยะเลยครับ

"ปิดเทอมแล้ว" เสียงแม็คตะโกนอยู่กลางสนามฟุตบอล

ผมนั่งมองมันอยู่ห่างๆ อยู่ใกล้ๆ มันเดี๋ยวมีคนหาว่าบ้าไปกับมันอีก

วันนั้นทั้งวันผมกับเพื่อนๆ ก็นั่งเล่นนั่งคุยกันว่าปิดเทอมเดือนนึงจะทำอะไรกันบ้าง ส่วนผมนะหรอ ผมว่าผมจะกลับบ้านพ่อที่ต่างจังหวัดซักหน่อย (พ่อ-แม่แยกกันอยู่ครับ...เศร้าเนอะ) ไปอยู่ที่เชียงใหม่สักหน่อยเพื่อนๆ ก็บอกว่าเออดีถ้าเราไปเที่ยวของไปพักที่บ้านได้มั้ย ผมก็ว่าได้นะถ้าไม่ลำบากพวกนาย บางคนก็ว่าจะไปลงเรียนติวเตอร์ตามโรงเรียนสอนติวเตอร์ต่างๆ กันไป ผมอยากเที่ยวครับเลยไม่ได้คิดจะลงเรียนอะไรเลย ผมก็ถามแม็คบ้างว่าจะไปไหนจะทำอะไรช่วงปิดเทอม มันก็บอกว่า "โน่อยู่ที่ไหน...แม็คก็อยู่ที่นั่นแหละ" เท่านั้นแหละครับ เพื่อนๆ ก็โห่กันให้ลั่น ผมก็อายหน้าแดงเลยละสิ ไอ้บ้าพูดอะไรไม่รู้ กูผู้ชายเต็มร้อยนะโว้ย ถึงจะเสียไปครั้งนึงมันแค่อุบัติเหตุเท่านั้นแหละ พอเราแยกย้ายกันผมก็คุยๆ กับพลอยครับว่าอยากไปเที่ยวบ้านผมมั้ย เธอบอกว่าแม่เธอจะพาไปเที่ยวเมืองนอกหลายประเทศเลย ผมเลยหน้าจ๋อย แต่ไอ้แม็คยิ้มแป้นเลยครับ ผมเลยรู้ความคิดของมันเลย มันก็คงจะดีใจที่ไม่มีมารคอหอยแล้วช่วงปิดเทอม

พอกลับมาถึงบ้านผมก็ตกใจสิครับ ในโรงจอดรถมีรถเก๋งคันใหม่ป้ายแดงสด โตโยต้ายาลิส สีฟ้า (สีตามวันเกิดผมครับ)จอดอยู่ 1 คัน. ผมเข้าไปดูใกล้นะพลาสติกหุ้มเบาะยังไม่ได้แกะเลยครับ กุญแจรถยังคาอยู่ที่รถโดยมีเทปกาวพันไว้อยู่เลย ตรงที่ปัดน้ำฝนมีการ์ดแปะไว้ผมเลยหยิบมาดูข้อความข้างใน ความว่า "ได้ข่าวว่าลูกแอบเอากุญแจรถแม่มาสตาร์ทรถเล่น เหมือนจะอยากขับ แม่เลยซื้อให้ลูกเป็นของขวัญที่ลูกสอบได้ที่สอง แหมถ้าลูกได้ที่หนึ่งแม่ออกเบนซ์ให้เลยนะเนี่ย" ผมดีใจกระโดดโลดเต้นวิ้งไปหาแม็คที่บ้าน แม็คก็ทำท่าดีใจด้วยวิ่งมาดูรถกับผมที่บ้าน

แต่ที่แย่ที่สุดเลยก็คือ ผมยังขับรถไม่เป็นครับ...ผมเลยได้แต่เชยชมรถคันใหม่ไปแค่รูปร่างของรถเท่านั้น บอกแม็คสอนให้หน่อยมันเองก็บอกขับไม่เป็นเหมือนกัน แย่เลย ผมนั่งรถแม่อยู่หน้าบ้านกับแม็คและน้องพุตตี้ พอแม่กลับมาถึงบ้านท่านลงจากรถมาก็ยิ้มๆ แล้วเดินเข้าบ้านไปไม่ยอมคุยกับผม ผมนั่งหงุดหงิดเลยครับ สักพักแม่เดินออกมาพร้อมกับบอกผมว่า "ไปขึ้นไปนั่งบนรถ" ผมยิ้มๆ แก้มแดงลากแม็คไปด้วย พาผมไปหัดขับรถครับ เออ...ง่ายดีเนอะ ผมให้แม่ท่านสอนอยู่สองสามวันท่านก็สอนแม็คขับบ้าง จนเริ่มคล่องดีแล้วท่านก็บอกลองไปขับเองในหมู่บ้านนะห้ามออกไปถนนใหญ่เพราะใบอนุญาติขับขี่รถยังไม่มี ผมก็ไม่กล้าอวดดีเอารถป้ายแดงออกไปโฉบเฉี่ยวข้างนอกหรอกครับ

ผมอยู่บ้านได้ 10 วันแล้ว. ช่วงปิดเทอมใหม่ๆ ผมได้เปรยๆ กับท่านว่าผมอยากจะไปหาพ่อที่เชียงใหม่ ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร ผมเลยไม่กล้าพูดกับท่านอีก เพราะไม่รู้ว่าท่านจะชอบใจรึเปล่า พอถึงวันศุกร์ท่านกลับมาที่บ้านก็บอกให้เก็บเสื้อผ้าเตรียมตัวได้ ผมเลยรีบไปบ้านแม็คให้มันเตรียมตัว

เช้าวันเสาร์เราก็เริ่มเดินทาง ท่านแม่แค่ไปส่ง วันอาทิตย์ท่านก็กลับกรุงเทพฯ ปล่อยให้ผมกับแม็คเที่ยวอยู่บ้านพ่อกันสองคน อยู่บ้านพ่อสบายครับมีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง บ้านก็ใหญ่โตกว่าบ้านแม่เยอะ บ้านคนรวยนะครับ ขอตังค์พ่อไม่เคยให้น้อยครับให้ทีมากมาย ยิ่งคุณปู่ผมท่านเอาเงินเข้าบัญชีผมที เป็นแสนๆ เลยครับ ผมไม่เคยเอาออกมาใช้นะครับท่านบอกว่าเอาไว้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น ผมก็เชื่อฟังท่านครับ แม็คก็ชอบที่จะอยู่ที่นี่เหมือนกัน อากาศก็ดี มีสระว่ายน้ำให้ว่ายเล่นด้วย แถมมีคนขับรถพาไปเที่ยวทุกวัน ที่บ้านพ่อผมมีน้องครับ น้องลูกเมียใหม่ของพ่อ อายุห่างจากผมแค่ปีเดียวเองครับ มันไม่เคยก้าวร้าวหรือข้ามรุ่นกับผมหรอกครับ ส่วนมากผมจะทำหน้ายักษ์ใส่มันมากกว่าครับ ผมนอนห้องเดียวกับมันด้วย...



จบตอนแล้วนะครับ...คอมเม้นให้นิดนึงนะ